การเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นคำตอบที่ศิษย์เก่าของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ที่เรียนจบสายรัฐศาสตร์ทั้ง 4 คน เลือกใช้เวลา 2 ปี เรียนรู้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมผ่านการลงมือทำจริง ประกอบด้วย
- ‘ทราย’ - สิริกานต์ แก้วคงทอง ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็นนักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

- ‘ณัฐ’ - ณัฐ พัฒนศิลป์ ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์นโยบาย สำนักนายกรัฐมนตรี

- ‘นุ่น’ - กนกวรรณ สุภาราญ ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 3 ปัจจุบันเป็นนักวิชาการแรงงานปฏิบัติการ กระทรวงแรงงาน

- ‘พัด’ - ภทรพล ภุมรินทร์ ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 3 ปัจจุบันเป็นเจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ (ปลัดอำเภอ) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

พวกเขาเชื่อว่าการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือการขับเคลื่อนการศึกษาไปข้างหน้า พร้อมกับเผชิญความเหลื่อมล้ำในพื้นที่จริง ถึงแม้ทักษะที่ได้รับอาจไม่ใช่คำตอบของการลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด แต่เป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเข้าใจความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป
คุณเรียนจบด้านรัฐศาสตร์มา ทำไมถึงเลือกสมัครเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ทราย: ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราสมัครไปสอนหนังสือเด็กในชุมชนรางรถไฟทุกเสาร์อาทิตย์ ทำต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 4 แล้วประสบการณ์นั้นก็กลายมาเป็นหัวข้อวิจัยวิทยานิพนธ์ ทำให้เห็นชัดว่าสภาพแวดล้อมและพื้นที่การเรียนรู้มีผลต่อชีวิตของเด็กอย่างมาก
จริงๆ หลังเรียนจบ ครอบครัวอยากให้รับข้าราชการ แต่เราอยากทำงานที่สอดคล้องกับความสนใจของตัวเอง เลยสมัครเข้าโครงการของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เพื่อหาคำตอบว่าอยากทำอะไร และอยากเข้าใจว่าการศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตคนได้อย่างไร รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ทำงานกับผู้คนอย่างไร
ณัฐ: ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย เคยไปสอนเด็กต่างด้าวตามไซต์ก่อสร้าง ทำให้รู้สึกว่าการเป็นครูสนุก มีแรงอยากไปทำงานทุกวัน กอปรกับช่วงนั้นปัญหาการศึกษาไทยถูกวิจารณ์อย่างหนัก โครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นตัวเลือกเดียวของเราหลังเรียนจบ เพราะอยากสัมผัสปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไม่ใช่อ่านหนังสือหรือฟังจากสิ่งที่คนอื่นพูดมา
นุ่น: ตอนเรียนปี 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราติดตามรุ่นพี่ที่คณะฯ ที่เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง แล้วคิดว่าน่าสนใจ เพราะสามารถเห็นผลได้ด้วยมือเรา พอเรียนจบก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะทำอะไรเพื่อสังคมได้ไหมในทางปฏิบัติ ก็เลยลองสมัครเข้ามาเป็นครูผู้นำฯ
พัด: เราอยากเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เรียนรัฐศาสตร์ที่สอนให้รู้จักสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ พูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งตัวเราค่อยๆ ซึมซับความรู้เหล่านั้นมา แล้วคิดว่าการทำอาชีพครูมันตอบโจทย์ความฝันของตัวเองและได้ทำงานที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำตามที่เรียนมา ก็เลยสมัครเข้าโครงการฯ
ทักษะที่คุณได้รับจากการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงคืออะไร
ณัฐ: ทักษะแรก คือ การคิดเป็นระบบ เพราะก่อนจะสอนเด็ก เราต้องเตรียมแผนการสอน กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการ และวิธีประเมินผล ทำให้เราคิดเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องมีแผนสำรองรองรับไว้
อีกทักษะหนึ่ง คือ การเห็นอกเห็นใจและรับฟังเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สมมติเด็กคนหนึ่งมีปัญหา ถ้าตัดสินเขาตามบทลงโทษตั้งแต่แรก โดยที่ไม่ฟังเขาก่อน เราจะไม่รู้สาเหตุที่เขาเป็นแบบนั้น ตลอดการเป็นครู เราใช้สองทักษะนี้ เพื่อจะได้หาวิธีช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้นักเรียนได้
พัด: การสื่อสารกับคนหลายระดับ ทั้งนักเรียน เพื่อน ครู ผู้ปกครอง หรือชุมชน ต่อมา คือ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางครั้งเราเตรียมการสอน แต่ถ้าเด็กไม่ตอบสนองก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบัน เข้าใจว่าวันนี้อาจยังแก้ไม่ได้ แต่พรุ่งนี้อาจดีขึ้น และหาวิธีผ่านมันไปใหเได้
รวมถึงตอนเรียนจบ เลนส์การมองโลกของเราแคบมาก คิดว่าเลนส์ของเราใหญ่กว่าคนอื่น แต่พอมาเป็นครูผู้นำฯ เริ่มมองเห็นความแตกต่างของโลกในตำราสายรัฐศาสตร์กับโลกความเป็นจริง ทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น เห็นคุณค่าของคนมากขึ้น มองทุกคนอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ด่วนตัดสินใครง่ายๆ หรือดูถูกคนอื่น นี่คือสิ่งที่ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ให้เรามา
แล้วคุณนำทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการทำงานปัจจุบันอย่างไร
นุ่น: ปัจจุบันเรานำทักษะการสื่อสารมาใช้เป็นหลัก เพราะลักษณะงาน ต้องสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนอยู่ตลอด ทั้งการเจรจาระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างหรือการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งระหว่างกัน ให้มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจในเรื่องเดียวกัน รวมถึงนำทักษะการออกแบบการเรียนรู้มาออกแบบสื่อหรือจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้บริหาร หรือประชาชนที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจข้อกฎหมาย สามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้
ทักษะเหล่านี้เราได้เรียนรู้จากตอนเป็นครู ตอนนั้นจะรู้เลยว่า เด็กแต่ละคนรู้เรื่องที่สอนไม่เท่ากัน ทำให้ต้องคิดและมองหาวิธีว่า จะทำอย่างไรให้เด็กที่มีพื้นฐานความรู้ไม่เท่ากันเข้าใจและพัฒนาขึ้นได้ในระยะเวลาที่เท่ากัน ถือเป็นความท้าทายที่สร้างทักษะใหม่ๆ ให้เราได้เยอะและได้เปรียบในการทำงาน
ทราย: สมัยก่อนเป็นคนที่อินง่าย ทักษะที่ได้ คือ Critical Thinking ต้องเก็บข้อมูลก่อน แล้วค่อยมาออกแบบการทำงาน แล้วก็คิดว่า ถ้าไม่ได้เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ก็คงไม่เห็นภาพห้องเรียนที่ช่วยให้เวลาออกแบบนโยบายด้านการศึกษา เราต้องคิดถึงส่วนที่เล็กที่สุด คือ ห้องเรียน ครูต้องการอะไร นักเรียนต้องการอะไร ไม่ใช่คิดนโยบายลงไปในห้องเรียน โดยไม่ดูบริบท
ณัฐ: ทักษะการรับฟังอย่างเข้าใจ เพราะเราทำงานกับชุมชน เขาจะมองว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บางทีชาวบ้านอาจจะนำเสนอปัญหาที่เกินจริงหรือไม่กล้าพูด แต่เราใช้ทักษะที่ได้รับตอนเป็นครูมาประยุกต์ใช้เพื่อหาว่าสิ่งที่เขาคิดหรือปัญหาจริงๆ คืออะไร
คุณเสียดาย 2 ปีของการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงไหม ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มไปทำงานตามสายที่เรียนจบมา
นุ่น: ไม่เสียดายเลย เพราะถ้ามองแค่ 5 ปีแรกหลังจบโครงการฯ เงินเดือนเราอาจน้อยกว่าเพื่อน แต่อยากให้มองยาวไปถึง 10 ปีข้างหน้ามากกว่า เพราะการทำงานกับคนต้องอาศัย Soft skills ในการทำงานมากขึ้น
วันหนึ่งเราอาจไม่ได้เป็น Specialist ในสายที่เรียนจบมา หรือถูก AI เข้ามาทำงานแทน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการมีทักษะทางสังคม ภาวะผู้นำ รู้จักสื่อสาร บริหารคน ไปจนถึงเรื่องความสัมพันธ์ให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ได้สั่งสมจากการเป็นครูผู้นำฯ ทั้งยังเป็นทักษะที่มีคุณค่าต่อตัวเราในระยะยาว
ทราย: ไม่เสียดายเลย เพราะประสบการณ์ 2 ปีนี้ฝังอยู่ในตัวตนของเรา ทำให้เราคนก่อนกับหลังเข้าโครงการฯ ต่างกัน แล้วถ้าไม่ได้มาเป็นครู เราก็คงทำงานไปเรื่อยๆ แต่หลังจากไปเป็นครู เราเห็นมาแล้วทุกอย่าง เลยรู้สึกว่า อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างด้วย
สิ่งที่คุณอยากบอกนักศึกษาปี 4 ที่กำลังลังเลอยู่คืออะไร
พัด: จริงๆ อาชีพครูเป็นอาชีพที่สร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนอื่น เชื่อว่า 2 ปีที่เราเลือกจะเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่พอจบโครงการฯ แล้วเห็นเด็กๆ ที่เคยสอนกำลังเรียนปริญญาหรือกำลังจะเรียนจบ จะภูมิใจในตัวเองว่า อย่างน้อยเราเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่มาจนถึงวันนี้
ทราย: ตอนเรียนจบใหม่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่น้องๆ จะได้ใช้เวลาสองปีไปรู้จักคนหลากหลายรูปแบบ เพราะบางคนจบมายังไม่รู้เลยว่า ตัวเองต้องการอะไร หรือจะพาชีวิตไปทางไหน คิดว่าโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่ที่ดีให้เราได้เรียนรู้และลองผิดลองถูกก่อนไปทำงานจริง
การเข้าใจโครงสร้างสังคมอาจเริ่มจากตำรา แต่การเข้าใจชีวิต ต้องเริ่มจากการได้ลงไปอยู่ในพื้นที่จริง และโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือค้นหาคำตอบนั้นด้วยตัวคุณเอง
ดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://www.teachforthailand.org/about/join-program
