Design by Craftsmanship Co.
เรื่องเล่าจากศิษย์เก่า
April 30, 2026

เปลี่ยน 2 ปี เป็น ‘ต้นทุน’ ชีวิต

ในโลกของเศรษฐศาสตร์ ทุกทางเลือกมี ‘ค่าเสียโอกาส’ เสมอ

เปลี่ยน 2 ปี เป็น ‘ต้นทุน’ ชีวิต

สำหรับบัณฑิตสายบริหารและเศรษฐศาสตร์ การสละเวลา 2 ปีแรกบนเส้นทางอาชีพสายการเงินเพื่อแลกกับการเข้าห้องเรียนในฐานะ ‘ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ อาจดูเหมือนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าในเชิงตัวเลข แต่เหล่าศิษย์เก่าของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ กลับยอมเสี่ยงที่จะเดินออกจากโลกธุรกิจและการเงินชั่วคราว

พวกเขาไม่ได้มองว่านี่คือการทิ้งโอกาสที่จะเติบโตในองค์กรใหญ่ แต่คือการกระโดดลงไปทำความเข้าใจโลกความจริงของเศรษฐศาสตร์ผ่าน ‘การศึกษา’ เพื่อบ่มเพาะทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และภาวะผู้นำที่ไม่มีสอนในรั้วมหาวิทยาลัย

เราจึงอยากชวนทุกคนมาฟังคำตอบของ 5 ศิษย์เก่าฯ ที่ยอมเสี่ยงมาเป็นครูของเด็กๆ และเติบโตไปพร้อมกับนักเรียน คือ

  1. ‘ปอ’ - ประภาคาร พิมพาสาร ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครูผู้นำฯ รุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
  1. ‘ลูกปลา’ - กานติมา เตชะผลประสิทธิ์ ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครูผู้นำฯ รุ่นที่ 2 ปัจจุบันทำงานอยู่ในทีม Data Strategy and Business Development ของบริษัท PTG Energy
  1. ‘เพิร์ล’ - ธนัชพร ชูประเทศ ศิษย์เก่าคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในชั้นปริญญาโท รวมถึงเป็นครูผู้นำฯ รุ่นที่ 3 ปัจจุบันเป็น Area (Asia) Marketing & Communication ของบริษัท Fragrance House แห่งหนึ่ง
  1. ‘ภัส’ - นภัสสร ลีระสันทัดกุล นิสิตเก่าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และครูผู้นำฯ รุ่นที่ 5 ปัจจุบันเป็น Communication Monitoring & Evaluation Officer ที่องค์กร ECHO Asia
  1. ‘บัวพิม’ - พัชณิดา เทือกถา ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และครูผู้นำฯ รุ่นที่ 8 ปัจจุบันเป็น Personal Wealth Banker ที่ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

เพราะในมุมมองของพวกเขา การเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ช่วงเวลาที่ได้ฝึกวิชาชีวิตจนเป็นคนทำงานที่เก่งและเข้าใจความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตลาดแรงงานปัจจุบันต้องการ

คุณเรียนจบสายเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ ทำไมถึงเลือกสมัครเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ปอ: ตอนแรกคิดว่าหลังเรียนจบ คงทำงานสายการเงินสักที่หนึ่ง แต่เทอมสุดท้าย มีโอกาสได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง และมีโอกาสลงไปทำกิจกรรมในพื้นที่จริง ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในมิติต่างๆ

พอฟังทีมงานของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ที่มาแนะนำในงาน Open House ของมหาวิทยาลัย ก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการศึกษาไทยที่ควรจะเป็น เริ่มคิดว่า ทำไมยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และการสอนให้เด็กคนหนึ่งอ่านออกเขียนได้ยากตรงไหน คำถามเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นแรงผลักดันให้เราอยากพิสูจน์ว่า ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก ถ้าครูทุ่มเทกับเด็กจริงๆ เลยสมัครเข้ามาเป็นครูผู้นำฯ

ลูกปลา: จริงๆ มีความฝันอยากเป็นครูมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นด้วย เลยเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามความถนัดของตัวเอง ไม่ได้ทำตามความฝัน ตอนเรียนจบรู้จักรุ่นพี่ที่เป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เลยทักพี่เขาไป ทำให้ได้รู้จักทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ตอนนั้นคิดว่า ตัวเองน่าจะเป็นครูที่ใจดีและมีสื่อการสอนที่น่าสนุกให้กับนักเรียน

ภัส: เรียนเศรษฐศาสตร์สายการพัฒนา ได้มองเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ บวกกับตอนนั้นมีความสนใจในมุมมองของการจัดการการศึกษา จึงสมัครเป็น intern ที่ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ก่อน หลังจากนั้นได้เห็นว่าเป็นองค์กรที่น่าสนใจ ทุกคนที่นี่มีวิสัยทัศน์และความตั้งใจ พอเรียนจบจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ นี้ เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นจริงผ่านการเป็นคุณครูในโรงเรียน

เพิร์ล: ตั้งแต่เด็กเราฝันอยากเห็นคนคนหนึ่งเติบโต เริ่มต้นจากการได้เห็นเด็กที่อยู่ชนบทที่มีชีวิตแตกต่างจากคนในเมือง นั่นคือครั้งแรกที่เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ตอนนั้นเราเด็กมาก แต่เกิดความคิดว่าอยากจะเป็นคนที่ช่วยไกด์ให้ใครสักคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

ตอนเรียนจบช่วงแรกก็ตัดสินใจยาก เพราะไม่ตรงกับสายที่เรียนมา แต่คิดว่า อยากลองทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ใน 2 ปีนี้จะต่อยอดไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รู้สึกว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ามากๆ แล้วก็คุ้มค่าจริงๆ

บัวพิม: ตอนเป็นเด็กเราไม่ได้เรียนในโรงเรียนที่ดีมาก ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ แต่ได้รับโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด ก็เห็นความแตกต่าง ได้โอกาสเยอะขึ้น การเรียนดีขึ้น ได้เรียนกับครูที่เก่งขึ้น เลยเป็นคำสัญญาในชีวิตว่า ครั้งหนึ่งเราอยากจะกลับไปให้โอกาส เป็นความตั้งใจเลยสมัครเข้าโครงการฯ ของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์

ทักษะที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงคืออะไร

ลูกปลา: นอกจากเป็นครูที่ยืนอยู่หน้าห้อง สอนให้เด็กๆ เคารพกันและกันแล้ว เรายังต้องสวมหลายบทบาท ทั้งเป็นนักพูด เป็นพิธีกร และเป็นคนขายของ แต่สินค้าที่เราขายคือ “ความรู้” เราไม่ใช่แค่เดินเข้าไปสอน แต่ต้องทำให้นักเรียนสนใจ ต้องเตรียมสื่อ ทำพรีเซนต์ ออกแบบอุปกรณ์สร้างสื่อการสอน

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความไม่ย่อท้อต่อปัญหา (resilience) เพราะการเป็นครูคือการล้มและลุก เราเติบโตอย่างรวดเร็วในแทบทุกคาบเรียน เรียนรู้ที่จะผิดพลาด ปรับตัว และเก่งขึ้นทุกวัน เสียใจได้ แต่ไม่นาน ก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่และไปต่อให้ได้

ภัส: ได้ฝึกทักษะการบริหารจัดการ ทั้งในห้องเรียน จัดการแผนการสอน จัดเวลาในการออกแบบการเรียนรู้ให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์เรียนรู้ที่ดี อีกสิ่งสำคัญคือ การฝึกการจัดการความรู้สึกตัวเองในเวลาที่เจอกับเรื่องที่ยากหรือเรื่องไม่คาดคิดในห้องเรียน เพราะการสอนนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งเราได้เรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเอง

รวมถึงได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ ทีม LDO (ปัจจุบันเรียกว่าทีม RLDA) ที่คอยดูแล ให้คำปรึกษา และให้กำลังใจตลอดระยะเวลที่ทำงานเป็นครูผู้นำฯ รวมทั้งเพื่อนๆ ในรุ่นเองก็จะเป็นคนที่รับฟัง คอยแชร์ประสบการณ์กัน

ปอ: สิ่งที่ได้รับจากโครงการฯ นี้ ไม่ใช่แค่ทักษะการสอน แต่คือการสื่อสารและการเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตเหมือนหุ่นยนต์ เชื่อว่าหากป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง เราจึงทุ่มเทกับการสอนและทุ่มเทให้กับเด็กๆ อย่างเต็มที่ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับต้องพบกับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม คำถามเดิมๆ จึงวนกลับมาในความคิดเสมอว่า เราสอนไม่ดีพอหรือเปล่า เรายังทุ่มเทไม่มากพอหรือเปล่า กำแพงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราก้าวข้ามไม่ได้ และยังต้องวิ่งชนจนล้มอยู่ทุกวัน

จนวันหนึ่งเราเริ่มเข้าใจว่า เราไม่สามารถมองเห็นเด็กคนหนึ่งเพียงด้านเดียวของชีวิตเขาเท่านั้น ชีวิตยังมีอีกหลายด้าน หลายเรื่องราว และหลายความรู้สึกที่เราไม่เคยรู้ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลต่อการเรียนรู้ การเติบโต และการเลือกเส้นทางชีวิตของเขา โครงการฯ นี้จึงค่อยๆ สอนให้เราเรียนรู้ที่จะสื่อสารด้วยความเข้าใจมากขึ้น รับฟังมากขึ้น และมองเห็นมนุษย์คนหนึ่งอย่างรอบด้านมากกว่าที่เคย

ทักษะเหล่านั้นนำไปต่อยอดการทำงานด้านบริหารธุรกิจหรือเศรษฐศาสตร์อย่างไร

ลูกปลา: ใน 2 ปีของการเป็นครูผู้นำฯ เราฝึกวิธีการพูดและการนำเสนองานมาตลอด ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่หลักของการเป็น Data Analyst คือ การเป็นคนกลางนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทำ Visualize ทำ Presentation แปลงตัวเลขใน excel ที่ดูยาก ให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เพิร์ล: ปัจจุบันทำงานด้าน Marketing หน้าที่สำคัญคือการโน้มน้าวให้ลูกค้าสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งเริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคก่อนว่าแต่ละคนมีความต้องการต่างกันอย่างไร สิ่งนี้ไม่ต่างจากการสอน ที่ครูต้องทำความเข้าใจนักเรียนแต่ละคน และออกแบบวิธีการสื่อสารหรือการเรียนรู้ให้เข้าถึงผู้เรียนที่หลากหลาย

เพราะไม่มีใครอยากซื้อสินค้าที่ไม่น่าสนใจหรือไม่ตอบโจทย์ เช่นเดียวกับนักเรียนที่จะไม่สนใจการเรียน ถ้าบทเรียนไม่เชื่อมโยงกับเขา หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่แค่นำเสนอ “สินค้า” หรือ “ความรู้” แต่ต้องออกแบบวิธีนำเสนอให้น่าสนใจ ตรงความต้องการ และทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อสินค้าอีก เหมือนการสอนที่ทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

บัวพิม: งานของบัวพิมคือการไปพบและดูแลลูกค้า High Net Worth (ลูกค้าที่มีสินทรัพย์หรือความมั่งคั่งสูง) ต้องใช้ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งที่เราได้รับมาตลอด 2 ปีจากโครงการฯ คือการฟังแล้ววิเคราะห์ว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร เพื่อวางแผนการเงินให้ตอบโจทย์เขา เหมือนกับการที่เราฟังนักเรียนและรับฟังความต้องการของเขา

แทนที่จะได้ไปทำงานตรงสายเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน พี่ๆ เสียดาย  2 ปี ของการเป็นครูผู้นำฯ ไหม

ภัส: ตอนนั้นพี่มองคุณค่าของงานจากสิ่งที่เราได้ทำและได้เรียนรู้ มากกว่าจะมองแค่ว่าตรงสายหรือไม่ตรงสาย เพราะสุดท้ายอยู่ที่เป้าหมายของเราคืออะไร การเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ช่วยสร้างทักษะและวิธีคิดให้เรา แต่แม้เส้นทางงานหลังจากนั้นจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เรียนมา ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นการเสียโอกาส การพาตัวเองไปสู่สนามการเรียนรู้ใหม่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรือน่าเสียดาย แต่คือการเปิดประตูให้ตัวเองได้ทดลอง เติบโต และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ปอ: ไม่เสียดายเลย คุ้มมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปอีกกี่ครั้งก็ยังจะเลือกเส้นทางเดิม เพราะ 2 ปีของชีวิตเรา อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของใครอีกหลายๆ คนได้ แค่นั้นก็คุ้มแล้ว

เพิร์ล: ​​เราอยากเป็นคุณครู อยากสอนหนังสือ อยากเห็นคนคนหนึ่งเติบโต ถ้าเราไม่ลองเราก็ไม่รู้ เหมือนกับคำที่เราสอนนักเรียนว่า ให้กล้าทดลองทำ เพื่อการค้นหา และการเรียนรู้ตัวตน อาจจะชอบหรือไม่ชอบ ทำได้ดีหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากเราได้เป็นผู้ลงมือทำแล้วนั้นหมายถึงประสบการณ์ และการเรียนรู้ มันไม่มีอะไรที่น่าเสียดายเลย

อยากบอกอะไรกับนักศึกษาปี 4 ที่กำลังลังเลอยู่

บัวพิม: การเข้าร่วมทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เป็นช่วงเวลาที่บ่มเพาะทักษะความเป็นผู้นำในแบบที่หาไม่ได้จากตำรา และหล่อหลอมให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะชีวิตเราไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร

ปอ: ไม่ต้องลังเล ถ้าเชื่อว่าตัวเองทำได้ ให้ลองมาทำ แล้วจะค้นพบศักยภาพและตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ชีวิตอาจมีหลายทางให้เลือก แต่ชีวิตหลังเลือกเป็นครูผู้นำฯ จะทำให้ทุกทางเลือกในชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและจะเป็นชีวิตที่ดีขึ้นกว่าการไม่เลือกแน่นอน

ลูกปลา: ถ้ารู้สึกลังเลก็แสดงว่าเราอยากทำแล้ว ถ้าอยากทำก็ลงมือทำเลย มันจะเป็นประสบการณ์ 2 ปีที่คุ้มค่ามากแน่ๆ แล้วหลังจากจบโครงการฯ ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องไปเป็นครู แต่ทำให้เราค้นพบประสบการณ์ใหม่ ประตูบานใหม่ไปเรื่อยๆ แต่การเปิดประตูบานนี้คุ้มค่า อยากให้ลองเปิดเข้ามา

หากคุณพร้อมจะเปลี่ยน 2 ปี ของคุณให้เป็นอนาคตทั้งชีวิตของเด็กคนหนึ่ง และไม่อยากปล่อยให้ความลังเลปิดกั้นโอกาสที่คุณจะได้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ของตัวเอง สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ที่ https://www.teachforthailand.org/about/join-program

สมัครโครงการ