สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้พวกเขามีสายตาที่มองเห็นคุณค่าในตัวตนของผู้คน เข้าใจความแตกต่าง และโครงสร้างสังคมที่ส่งผลต่อชีวิต
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ศิษย์เก่าทีช ฟอร์ ไทย แลนด์ ทั้ง 5 คน เลือกสมัครเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ใช้ห้องเรียนเป็นพื้นที่เรียนรู้สังคม ลงมือทำงานจริง และเปลี่ยนทักษะความเข้าใจมนุษย์ให้กลายเป็นพลังในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทย คือ
- ‘เม’ - สันติภาพ ไวกิตติพงษ์ นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็น Senior human resources บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน)

- ‘อุ้ย’ - ปณิดา จิรกาญจนสิทธิ์ นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 3 ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์สอนภาษาอังกฤษ

- ‘ชมพู่’ - สุวนันท์ เมืองแสน ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 3 ปัจจุบันประกอบอาชีพอิสระ

- ‘นอร่า’ - ณัฐชญา แดนโพธิ์ ศิษย์เก่าคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 6 ปัจจุบันเป็น External Marketplace Lead ที่ Decathlon

- ‘ปอม’ - ปอม-ปอม มีสุข ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูผู้นำฯ รุ่นที่ 6 ปัจจุบันเป็น Business Development อยู่ที่บริษัท BSS Holdings Company Limited (Rabbit Group)

ตลอดระยะเวลาของการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ศิษย์เก่าทั้ง 5 คนได้ทักษะที่เป็นพื้นฐานสำคัญของโลกการทำงานปัจจุบัน และทำให้เห็นว่าประสบการณ์ในห้องเรียนวันนั้นส่งผลต่อวิธีคิด การทำงาน และเส้นทางอาชีพของพวกเขาจนถึงวันนี้
ทำไมถึงเลือกมาเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง หลังเรียนจบสายอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์
เม: ตอนนั้นตั้งคำถามว่า ทำไมผมถึงเกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น แต่วันหนึ่งได้เจอเด็กที่ต้องติดตามพ่อแม่ไปใช้ชีวิตในรถเมล์ ทำให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมส่งผลต่อชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ก็คิดว่าอยากจะทำให้ความไม่เท่าเทียมแคบลง แล้วตอนเรียนปี 4 ไปเห็นประโยคของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ในเฟสบุ๊ก เรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ซึ่งตรงกับสิ่งที่คิดอยากจะมอบโอกาสให้คนอื่นที่โชคดีน้อยกว่าเรา ก็เลยลองสมัครเข้าโครงการฯ
อุ้ย: จริงๆ อยากเป็นครูภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนอักษรฯ ก็ไปออกค่ายอาสาต่างจังหวัด แล้วเกิดคำถามว่า ทำไมการเรียนในโรงเรียนต่างจังหวัดถึงต่างจากโรงเรียนที่เราเรียนมา พอกลับมา แล้วเห็นรุ่นพี่ที่เป็นรุ่นบุกเบิกของทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ เริ่มสนใจ เลยไปศึกษาตัวโครงการฯ แล้วมีแนวคิดสอดคล้องกับเรา พอเรียนจบ เลยสมัครเป็นครูผู้นำฯ
ชมพู่: ตอนเรียนมหา’ลัยปี 4 เราเริ่มสอนพิเศษเด็กประถมบ้าง มัธยมบ้าง เลยคิดว่า ถ้าเรียนจบทักษะที่มีคือการสอนและการอยู่กับเด็ก และทักษะการเป็นผู้นำก็คือการสอน ซึ่งตรงกับงานทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ แล้วมาเจอทีช ฟอร์ไทยแลนด์ในงาน TU Job Fair และอีกอย่าง คือ พ่อชอบบอกว่า เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน แต่เราอยากทำให้เห็นว่า เรียนที่ไหนก็ไม่เหมือนกัน เลยลองสมัครดู
นอร่า: เราอยากหาประสบการณ์ก่อนไปเรียนต่อ แล้วช่วงนั้นสนใจเรื่องความเท่าเทียม การศึกษา และการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคม เลยคิดว่าทีช ฟอร์ ไทยแลนด์น่าจะเป็นคำตอบที่ทำให้ได้เข้าใจสังคมจริงๆ ก่อนที่จะไปนั่งอยู่บนหอคอยคอยสั่งการนโยบายต่างๆ เพราะทุกอย่างในโครงการฯ คือการได้ลงมือทำจริง (Hands-on) ถ้าคุณไม่ได้ลงมือทำจริง คุณจะไม่เข้าใจอะไรเลย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้อยากเข้าร่วมโครงการฯ
ปอม: ตอนเรียนคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เราไม่ได้เรียนแบบเน้นภาษา แต่เรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสังคมวัฒนธรรม บทบาทของประเทศต่างๆ ซึ่งเราอยากเอาความรู้ไปขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง แล้วก็คิดว่า ถ้าสังคมมีการศึกษาที่เท่าเทียมกันทั่วถึงทั้งประเทศน่าจะดี เลยเป็นสาเหตุที่เข้าร่วมโครงการฯ
ทักษะที่คุณได้รับจากการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงคืออะไร
เม: หลักๆ เป็นทักษะการจัดการห้องเรียน ผมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ มีความรู้ด้านภาษาอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้การเรียนรู้เกิดขึ้นกับผู้อื่น รวมถึงต้องดูบรรยากาศ ฝึกทักษะทางสังคม มีไม้แข็งไม้อ่อน เพราะการสอนไม่ใช่แค่ทำให้นักเรียนเชื่อฟัง แต่ในฐานะครู ผมต้องทำหลายอย่างเพื่อให้นักเรียนอยากเรียน และเข้าใจในสิ่งที่เราสอน
อีกอย่างหนึ่งคือ การได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน” สิ่งนี้เกิดขึ้นกับนักเรียน ผมหวังดีกับพวกเขา แม้ว่าบางวันนักเรียนจะทำให้เจ็บปวดหรือทำร้ายจิตใจ แต่ผมก็ให้อภัยและก้าวผ่านความรู้สึกนั้นไปได้
อุ้ย: ทักษะการเป็นนักเรียนรู้ที่ดี เรียนรู้ตลอดเวลา ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว เราเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่เราไม่ได้สอนตลอดเวลา การเป็นครูทำให้ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางครั้งสิ่งที่วางแผนไว้ก็ต้องปรับเปลี่ยนตามหน้างาน ได้ทักษะการสื่อสาร เพราะต้องสื่อสารกับเพื่อนครู นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง และกล้าลองผิดลองถูก ซึ่งหล่อหลอมให้ไม่กลัวปัญหาและรับมือกับความกดดันได้ดี
ปอม: ทักษะการเป็นผู้นำ เพราะโครงการฯ ฝึกให้เราเป็นผู้นำในชีวิตจริง การเข้าไปสอน มันไม่ใช่แค่การสอนอย่างเดียว แต่ต้องสร้างบรรยากาศในห้องเรียน ต้องทำให้เด็กสนใจ ต้องควบคุมห้องเรียน และต้องพาทุกคนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ให้ได้
และต้องมี ‘ความรับผิดชอบ’เพราะนักเรียนที่สอน คืออนาคตของชาติ การตัดสินใจของเรา วิธีที่เราสื่อสาร หรือแม้แต่ความเชื่อที่เรามีต่อเด็ก อาจส่งผลต่อความมั่นใจและการเติบโตของเขาได้
แล้วคุณนำทักษะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการทำงานปัจจุบันอย่างไร
นอร่า: ตอนนี้เราอยู่ในบทบาทของ Team management มากขึ้น เจอคนมากขึ้น ถ้าเรามัวแต่ตัดสินคนอื่น งานก็ไม่ดีขึ้นหรือความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งทีช ฟอร์ ไทยแลนด์สอนให้เรา Holding Judgement หยุดให้เราฟังคนอื่น ถอยออกมาหนึ่งก้าว มองตัวเอง มองภาพรวม และมองคนอื่นก่อน
อีกอย่างหนึ่ง คือ Constructive feedback เราคิดว่าสังคมการทำงานเข้าใจผิดเรื่องการ feedback เพราะการ feedback มันต้องมาจากความตั้งใจที่อยากให้งานดีขึ้นหรือคนคนนั้นดีขึ้น ไม่ใช่ตัดสินหรือต้องการทำให้คนนั้นเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่ดี นี่คือสิ่งที่โครงการฯ สอนเรา
ชมพู่: ตอนทำงานอยู่บริษัท Tech Company แห่งหนึ่ง เราต้องสื่อสารกับคนหลายประเทศ การสื่อสารต้องสั้น ชัด กระชับ คนอ่านแล้วเข้าใจ ทักษะนี้ต่อยอดไปถึงความกล้าที่จะต่อรองและส่งต่องาน ทำให้เข้าใจว่าการมอบหมายงานไม่ใช่การโยนภาระ แต่คือการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ลองและพัฒนาสกิลใหม่ๆ รวมถึงทำให้เรากล้าปฏิเสธ (Say No) และพัฒนาทักษะการสื่อสารไปเป็นการต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึง Time Management การจัดลำดับความสำคัญ ถ้าตอนสอนก็ต้องดูว่า อันไหนสำคัญกาดอกจันว่าสิ่งนี้ต้องเสร็จ ส่วนตอนทำงาน การจัดลำดับความสำคัญทำให้เกิด Work Life Balance และตอนขึ้นเป็นหัวหน้าทีม ประสบการณ์จากการเป็นครูผู้นำฯ ที่เคยคุมห้องเรียนก็ทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าเราจะสามารถคุมทีมได้เหมือนกัน
อุ้ย: หลังจากจบ 2 ปี เรายังอยากอยู่ในวงการการศึกษา เลยเลือกเป็นครูต่ออีก 8 ปี ซึ่งสิ่งที่ได้รับจากการเป็นครูผู้นำฯ เป็นพื้นฐานการทำงานการเป็นครูของเราได้ดี ทำให้เราไม่กลัวความท้าทาย มั่นใจในการเป็นครู ปรับตัวและกล้าสื่อสารกับเด็กๆ
การเป็นครูผู้นำฯ ในโครงการฯ ไม่ได้แค่การเข้าไปเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์ แต่ยังอยากให้นักเรียนเข้าใจความหมายของการเรียน เพราะมันจะช่วยให้เขาเรียนเก่งขึ้น ดีขึ้น เพราะเป้าหมายของเราคือ นักเรียนจะสามารถวางแผนชีวิตในอนาคตของตัวเองได้
ตอนนี้เราเป็นติวเตอร์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์เท่านั้นแล้ว แต่อยากให้นักเรียนสนุกไปกับการเรียน ทำให้เปลี่ยนแนวทางการสอนไปเลย คือให้ผู้เรียนลงมือทำมากขึ้นไม่ใช่นั่งฟังเราอย่างเดียว
หลังจากจบโครงการฯ คุณคิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
นอร่า: เปลี่ยนไปเยอะเลย ก่อนมาเป็นครูผู้นำฯ ชีวิตเราค่อนข้าง Autopilot มองแค่ตัวเอง แต่หลังจากจบโครงการฯ เรามองตัวเองน้อยลง มีช่องว่างให้สิ่งอื่นมากขึ้น ทั้งมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว รู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น
อุ้ย: ทุกวันนี้ เวลานึกถึงประสบการณ์ 2 ปีมันยังทำให้เรายิ้มได้ เป็นประสบการณ์ที่ตัดสินใจถูก ตอนเราเป็นติวเตอร์ก่อนเข้าโครงการฯ เรามองแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กได้คะแนนดีขึ้น มองแค่ตัวเอง แต่ 2 ปีนั้นเปลี่ยนให้เราเห็นคนอื่นมากกว่าตัวเราเอง สอนให้เห็นถึงความเป็นไปได้แม้จะเจอความท้าทาย รู้สึกว่าทุกอย่างมีทางออก ถ้าเราพยายามทำมันให้สำเร็จ แล้วก็มีคุณค่ากับเราทางจิตใจว่า เราได้ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับเด็ก เลยรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ที่ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กันได้ตลอด
คุณเสียดาย 2 ปีของการเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงไหม ขณะที่เพื่อนๆ เริ่มไปทำงานตามสายที่เรียนจบมา
เม: ไม่เสียดายเลย ถ้าให้เลือกใหม่ผมก็จะมาเข้าโครงการฯ เหมือนเดิม เพราะทำให้ผมรู้จักความรัก ได้เจอเพื่อนที่มีแนวคิดและเป้าหมายตรงกันมากๆ เข้าใจโลกการศึกษา มันไม่ใช่แค่การสอนภาษาอังกฤษ แต่เป็นการทำให้นักเรียนรักเรา ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ซื้อไม่ได้
ปอม: คิดว่าจังหวะชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน และเส้นทางของแต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ซึ่งตัวโครงการฯ เองก็มีทักษะที่เรามองหาอยู่ และน่าจะตอบสิ่งที่เราอยากทำต่อในอนาคต เลยไม่ได้เสียดายเวลา 2 ปีที่เป็นครูผู้นำฯ
สิ่งที่คุณอยากบอกนักศึกษาปี 4 ที่กำลังลังเลอยู่คืออะไร
เม: การเป็นครูผู้นำฯ ไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่า แต่เป็นการฝึกทักษะที่จะสามารถไปต่อยอดและมีเครือข่ายที่ดีในระยะยาว แล้วคุณจะมีกลุ่มคนที่เชื่อแบบเดียวกันคอยซัพพอร์ตคุณต่อไป มันไม่ใช่แค่ 2 ปีที่เราเป็นครู แต่มันคือโอกาสในการฝึกฝนและบ่มเพาะคุณลักษณะที่จะนำไปต่อยอดให้กับตัวเองในอนาคต
ปอม: ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่โตขึ้น มีประสบการณ์ที่หลากหลาย หรืออยากจะร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เราคิดว่าโครงการครูผู้นำฯ ก็น่าสนใจ อยากให้ลองตัดสินใจเข้ามาสมัคร เพราะมันไม่ได้เป็น 2 ปีที่สูญเปล่า เพราะทักษะที่ได้รับมันคุ้มค่ามากกว่าเวลาที่เสียไปมาก
ชมพู่: น้องๆ อาจจะลองตั้งคำถามกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า เราอยากทำจริงไหม ไม่ต้องกลัวว่าเราไม่ได้เรียนจบครู เพราะพี่ๆ รุ่นก่อนหน้าพิสูจน์มาแล้วว่า ไม่ได้เรียนจบครูก็เข้ามาเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้
บางครั้งการเข้าใจมนุษย์อาจเริ่มต้นจากการได้ฟัง ได้สอน และได้เติบโตไปพร้อมกับใครสักคน มาร่วมเรียนรู้ปัญหาการศึกษาไทยผ่านการลงมือทำจริงกับโครงการครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง สมัครได้ที่ https://www.teachforthailand.org/about/join-program
