เรื่องเล่าจากห้องเรียน - เยือนสะเมิง ผ่านห้องเรียนของครูทีชฯ

May 28, 2020

พูดคุยกับ ครูเจษฎา ปาใหม่ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 วิชาวิทยาศาสตร์

●       สอนอย่างไรให้นักเรียนที่สะเมิงพิทยาคมจังหวัดเชียงใหม่ ไต่บันไดวิชาการขึ้นมาสู่อันดับ 4 ของเชียงใหม่ และคะแนน O-NET ดีขึ้นได้

●       โควิดกับการเรียนออนไลน์ที่สะเมิงทำได้จริงไหม ยังขาดอะไร

●       ส่วนร่วมของครู ครอบครัว และสังคมต่ออนาคตของสังคมไทย


เรียนรู้ผ่านชีวิตเกิดความคิดและความเชื่อมโยง

“If you can't explain it simply,
you don't understand it well enough.
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ไม่ได้แสดงว่าคุณยังไม่เข้าใจเรื่องนั้นดีพอ”
-- Albert Einstein

เพราะความหมายของ “ความรู้” สำหรับครู เจษฎา ปาใหม่ (เจษ) ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5 สอนวิชาวิทยาศาสตร์  ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้สอบผ่าน แต่ “ความรู้ระยะยาว” ที่เกิดจากการเชื่อมโยงกับชีวิตรอบตัว ครอบครัวและสภาพแวดล้อมแท้จริงของเด็ก ๆ คือเป้าหมายสำคัญ “ครูเจษ” จึงมุ่งให้เด็ก ๆ ได้ลงมือเรียนรู้จากชีวิตประจำวัน เพื่อตกผลึกความคิดจากบริบทรอบตัว

หากถามคุณตอนนี้ว่า ที่บ้านต่อไฟฟ้าแบบอนุกรมหรือขนาน คนที่ไม่ใช่อดีตสายวิทย์ความจำดี หรือผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าน้อยคนที่จะตอบได้ทันที อาจเพราะคนเรามีความทรงจำแบบเลือกจำ (selective memory) หรือความรู้เหล่านี้กลายเป็นความรู้ฝุ่นจับเพราะขาดการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน  แต่เด็กนักเรียนของครูเจษที่สะเมิงพิทยาคมไม่เพียงแต่ตอบคำถามนี้ได้ แต่ยังอธิบายให้ครอบครัว และเพื่อน ๆ ร่วมชั้นให้เข้าใจไปด้วยกันได้แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนี่คือหนึ่งในตัวอย่างของวิธีการที่ครูเจษเลือกใช้ - ไม่ท่องจำ เน้นความเข้าใจ เชื่อมโยงได้อธิบายเป็น

เช่นเดียวกับการสอนเรื่องดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยบริบทของเด็กนักเรียนสะเมิงที่ส่วนใหญ่ครอบครัวทำไร่สตรอว์เบอร์รีเลี้ยงชีพ ครูเจษจะตั้งคำถามกับเด็ก ๆ ว่า ทำไมที่บ้านของนักเรียนต้องซื้อปุ๋ย สตรอว์เบอร์รีใบเหลืองเพราะขาดธาตุอะไรปุ๋ยชนิดใดจะช่วยให้พืชเศรษฐกิจของพวกเขางอกงามได้ การตั้งคำถามเหล่านี้ทำให้เด็กๆเห็นวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งใกล้ตัว ที่ใช้อธิบายเหตุและผลของสิ่งต่าง ๆ และการมีความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้สำหรับครูเจษแล้วนี่คือความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่แท้จริงและแน่นอนว่าเมื่อเด็กเข้าใจและใช้ปฏิบัติได้จริงการสอบได้ผลดีย่อมเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา


ใช้เป้าหมายนำทาง ให้รู้ซะบ้างว่าเด็กสะเมิงก็มีของ

แม้ตั้งต้นด้วยการถูกรับน้องให้สอน ม.3 รุ่นที่ดื้อที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ครูเจษก็เล็งเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในพฤติกรรมสุดเฮี้ยว หลังจากลองพาเด็กๆระดับกลางของห้องไปแข่งตอบคำถามวิทย์จนได้ที่ 4 จาก 80 โรงเรียน ครูก็เข้าใจว่าหากมีใครสักคนทุ่มเทถ่ายทอดและผลักดันศักยภาพของพวกเขาจริง ๆ เด็กทุกคนย่อมฉายแววแต่ความทุ่มเทของครูฝ่ายเดียวคงจะยาก ครูจึงใช้วิธีการให้เด็ก ๆ ตั้งเป้าหมายช่วยกันดึงคะแนน O-NET ขึ้นมาให้ได้ที่หนึ่งเพราะสำหรับครูเจษแล้วนี่คือการฝึกฝนและการวัดผลที่มากกว่าความรู้แต่เป็นการขัดเกลาให้พวกเขารู้จักการใช้เป้าหมายนำทาง

“เป้าหมายของครูเจษคือคะแนนวิทย์ 40 คะแนน
แล้วเป้าหมายคะแนนของพวกเธอล่ะ”

ครูเจษใช้วิธีตั้งเป้าหมายก่อนสอบ ระหว่างทางให้เด็กๆสะสมแต้มเป็นตัวปั๊ม เป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีคำว่าบังคับเพราะทุกคนมาติวด้วยความตั้งใจ และกระตือรือร้นอยากท้าทายตัวเองจึงไม่มีใครมานั่งทำหน้าหงอยเบื่อหน่ายตลอดเวลา 2-3 เดือนที่ช่วยกันลากถูจนกระทั่งถึงวันสอบจริง

"ครูคะ... ปีนี้เค้าเปลี่ยนแนวข้อสอบ"

นั่นคือคำบอกเล่าหลังสอบเสร็จของเด็กๆที่ทำให้ครูเจษใจแป้วหล่นไปที่ตาตุ่ม เมื่อได้เปิดดูข้อสอบครูเจษพบว่าข้อสอบยากมากกว่าที่คิดจนแทบจะถอดใจแต่พอผลคะแนนออกมาก็ปรากฏว่าเด็ก ๆ ทำคะแนนสูงกว่าระดับเขตแม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ช่วยกันตั้งไว้ แต่ก็ทำให้คะแนนรวมของโรงเรียนไต่ขึ้นมาจากอันดับ 5 ปีก่อน กลายเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มโรงเรียนขนาดกลางในเชียงใหม่ ซึ่งสูงกว่าโรงเรียนดัง ๆ เสียอีก แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดนี่คือบทพิสูจน์ว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กสะเมิงหรือที่ไหน ถ้าเราให้ความเชื่อมั่นในตัวเด็กพวกเขาสามารถพัฒนาได้จริง ๆ


โควิด-19 ชีวิตเด็กดอยและการเรียนออนไลน์

COVID-19 does not break the system. It exposed a broken system.
โควิด-19ไม่ได้ทำลายระบบ แต่เผยให้เห็นจุดบอดของระบบต่างหาก

-- Anonymous

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสกระทบต่อชีวิตทุกคนทั่วโลกเผยให้เห็นทั้งแง่ที่น่าเกลียดและงดงามของมนุษย์และยิ่งถ่างให้เราเห็นภาพความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมคนรายได้น้อยไม่อาจเข้าถึงสินค้าและบริการพื้นฐาน รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมไม่เว้นแม้แต่ที่สะเมิง ถึงแม้จะไม่มีผู้ติดเชื้อแต่ทุกคนที่นั่นก็ต้องกักตัวอยู่กับบ้านและปฏิบัติตามข้อกำหนดของ พรก.ฉุกเฉินนำไปสู่การตั้งคำถามว่า แล้วการเรียนการสอนของครูกับเด็กๆในพื้นที่ห่างไกลที่มีความเหลื่อมล้ำ ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเช่นนี้จะดำเนินไปได้อย่างไร

แม้สถิติล่าสุดเรื่องจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยจะพบว่าประชากรไทยราว 52 ล้านคน เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคิดเป็นอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตประมาณ 75% ของประชากรแต่แท้จริงแล้วสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในชนบทและสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีเพียงแค่ 25% เท่านั้น (ข้อมูลจาก The Standard) จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ครูเจษจะเล่าว่าการเรียนออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ DLTV ก็เป็นเรื่องเกินเอื้อมของเด็กบางกลุ่มที่นี่ได้

“เด็กหลายคนไม่มีโทรศัพท์ต่อให้มีโทรศัพท์ก็ใช่ว่าเขาจะซื้อหาอินเทอร์เน็ตได้อย่าลืมว่าการเรียนออนไลน์กินเวลาหลายชั่วโมง ส่วนสัญญาณโทรทัศน์ DLTV คุณลองไปสำรวจพื้นที่จริงว่าบ้านที่อยู่ลึกเข้าไป 20 กิโลเมตรจากตัวเมืองยังมีสัญญาณอะไรที่เข้าถึงได้บ้าง”

“เด็กบางคนยังไม่มีเงินมาเรียนหนังสือด้วยซ้ำ
แล้วเราจะถามหาความพร้อมเรื่องการเรียนออนไลน์จากเขาได้ยังไง”


เมื่อถามถึงทางออกเรื่องการเรียนรู้สำหรับเด็กในบริบทของสะเมิงครูเจษมองว่าการส่งเสริมวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Independent Study: IS) อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่ทำได้จริงเด็กสะเมิงส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนดอยและช่วยที่บ้านทำงาน เขาได้เรียนรู้จากการทำไร่ปลูกข้าว ปลูกสตรอว์เบอร์รี ฯลฯ หากเขาได้ใช้ช่วงเวลาตรงนี้ในการค้นคว้าจากการทำงานจริงเมื่อเปิดเทอมก็ผลัดกันมาอภิปรายสิ่งที่ได้ค้นพบและเชื่อมโยงกับบทเรียนหรือถ้าเด็ก ๆ ไม่ได้ทำงานกับทีบ้าน แต่เขามีความสนใจในบางเรื่อง เช่น หุ่นกันดั้มการเป็นเชฟ ฯลฯ แล้วเราเปิดโอกาสให้เขาไปค้นคว้ามาว่าสิ่งที่เขาสนใจมีที่มาอย่างไรการลองทำตามเป้าหมายช่วยให้เขาเรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง น่าจะเป็นผลดีกับตัวเขาเองในช่วงที่ความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลยังไม่อาจแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืน


ไม่ว่าจะเป็นใคร เราจะไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงเด็กนักเรียนที่ครูเจษสนิทสนมหรือภูมิใจเป็นพิเศษ ครูตอบว่าสนิทกับทุกคนเท่ากัน แต่จะมีเคสหนึ่งที่เด็กเป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ครูสังเกตว่าคิดช้าว่าเพื่อน ๆ แต่เขาก็มีความตั้งใจไม่น้อยไปกว่าคนอื่นครูจึงใช้วิธีเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเด็กและพูดคุยกับพ่อแม่จนกำแพงระหว่างทั้งคู่ลดต่ำลง จากเด็กที่เงียบ ๆ ขี้อายเขาเปิดเผยตัวตนมากขึ้นจนกลายเป็นคนที่พูดเก่งที่สุดในห้อง ตั้งใจเรียนส่งงานตรงเวลา ขยันมาติว จนสุดท้ายสอบวิชาวิทย์ได้คะแนนเกินค่าเฉลี่ยระดับประเทศโดยเพิ่มขึ้นมาจาก 1.5 เป็น 2.5 จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันกับครูเจษว่า“ทัศนคติ” ของครู ครอบครัวและตัวเด็กเองสำคัญมากต่อการผลักดันให้เด็กพัฒนาตนเองสู่เป้าหมายได้

===================================


เมื่อรากของทุกปัญหามาจากการศึกษาที่สิ้นหวัง
สังคมไทยผ่านการปฏิรูปการศึกษาและพิสูจน์จนชอกช้ำมาเนิ่นนานแล้วว่าการเพิ่มทรัพยากรด้านสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่จำนวนครูส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาน้อยมาก แต่การสร้าง “ทัศนคติ” ให้ครูอยากสอนครอบครัวอยากส่งเสริม เด็กอยากเรียน และพาตนเองไปสู่จุดที่ดีกว่าต่างหากที่มีนัยสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก

ไม่เพียงแต่ครูครอบครัว และตัวเด็กเองเท่านั้นที่ต้องช่วยกัน สังคมเองก็มีส่วนสนับสนุนเด็กๆสู่อนาคตที่ดีกว่าซึ่งพวกเขาออกแบบเองได้ผ่านการส่งเสริมการทำงานของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในตัวแทนภาคประชาชนที่นำเอาความรู้ความสามารถเฉพาะไปส่งต่อและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองสู่ใจของเด็ก ๆ


ถ่ายทอดเรื่องราวโดย
Thichawadee Meesompued

ภาพถ่ายโดย
Panasann Pattanakulchai


ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
สอนเพื่อประเทศไทย