เรื่องเล่าจากห้องเรียน: จากออฟไลน์ สู่ออนไลน์ กับการอบรมครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง

May 1, 2020

เมื่อการจัดอบรมต้องเปลี่ยนเป็นแบบออนไลน์

บทสัมภาษณ์ของหนึ่งในทีมหลังบ้านของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์
กับการเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ และปรับตัว


เมื่อวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มหนักข้อขึ้นทุกวันเกิดอะไรขึ้นบ้างกับแผนการจัดอบรมสำหรับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงกว่า 90 คน อะไรคือคำถาม ข้อกังวล ความท้าทายในการจัดอบรมครั้งนี้จากมุมมองของสมาชิกทีมTraining and Support 2 คนกับช่วงเวลา 5 สัปดาห์ของการเปลี่ยนแปลงขอเชิญชวนทุกคนอ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังนี้กันเลยดีกว่า พี่หนึ่ง (LDOผู้มีน้องแมวบงการอยู่หลังจอประชุม) และพี่ไพลิน (มือฉมังในการกดแยกห้องให้ครูผู้นำฯ)

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบกับการทำงานอย่างไร

พี่หนึ่ง: อู้หู ส่งผลกระทบกับการทำงานเยอะมากพอสมควรไม่ว่าจะเป็นวิธีการจัดการอบรมให้กับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากที่ต้องมาเจอหน้ากัน2 วันก็ต้องปรับมาเป็น อบรมแบบออนไลน์ 5 สัปดาห์แทนซึ่งต้องปรับรูปแบบการอบรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการทำงานที่ต้องทำผ่านระบบออนไลน์ อย่างการระดมความคิดยิ่งต้องเพิ่มโฟกัสมากขึ้นมีวินัยในการทำงานมากขึ้น และมี Awareness กับตัวเองสูงขึ้นด้วยสถานการณ์แบบนี้ยิ่งทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้นส่งผลให้บางทีรู้สึกขาดการให้กำลังใจกัน ขาดการผ่อนคลายจากการได้พูดคุยกันแต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังได้พัฒนาตัวเองมากเช่นเดียวกันอย่างเช่นการพัฒนาตัวเองในด้าน digital literacy และการเขียนระบุสิ่งที่ต้องทำ(to do list) ในแต่ละวันให้ชัดเจนขึ้น เป็นต้น

พี่ไพลิน: ส่งผลกระทบเยอะ เพราะงานหลายอย่างที่ต้องทำแบบเห็นหน้ากันก็ต้องเปลี่ยนเป็นมาทำงานผ่านระบบออนไลน์ซึ่งเมื่อใช้ระบบนี้ก็ทำให้ใช้เวลามากขึ้นต้องคอยปรับแผนการให้เหมาะสมกับงานอบรมที่จะจัด ซึ่งแผนที่ปรับเปลี่ยนนั้นก็ส่งผลกระทบไปยังครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เช่นการเตรียมตัวของครูผู้นำฯที่ต้องกระตุ้นตัวเองให้ทำ Pre-work ก่อนเข้าอบรมในแต่ละสัปดาห์  

 

ช่วงที่สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นและรัฐบาลสั่งห้ามการรวมกลุ่ม ตอนนั้นได้เตรียมงานกันถึงไหนแล้ว?

พี่หนึ่ง: ช่วงนั้นยังไม่ได้จัดเตรียมการอบรม แต่ก็มีแอบทด ๆ ไว้ในใจอยู่บ้างเพราะคาดไว้แล้วว่ามีโอกาสที่จะต้องจัดแบบออนไลน์ค่อนข้างสูง เพราะเป็นจังหวะที่ยังสับสนและคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเสี่ยงอันตรายมากันอยู่แล้ว

พี่ไพลิน: ตอนนั้นยังไม่ได้เตรียมการจัดอบรมเพราะสังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าอาจจะต้องจัดแบบออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึง Sense of Possibility ของคนในทีมมากขึ้นด้วยสถานการณ์นี้ทำให้ได้เห็นทุกคนในทีมดึงทักษะที่มีออกมาใช้กันอย่างเต็มที่ 

 

ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นมาเมื่อ รู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดอบรมเป็นอย่างไร

พี่หนึ่ง: ครั้งแรกที่รู้ก็รู้สึกกล้าๆ กลัว ๆ ว่าครูผู้นำฯจะเกิดการเรียนรู้ไหม มีเรื่องกังวลมากมายถึงแม้ว่าพี่จะเคยสอนนักเรียนโดยให้ใช้สื่อออนไลน์แต่ก็ยังไม่เคยได้ลองแบบที่ต้องใช้สื่อการสอนที่เป็นออนไลน์ 100% อุปสรรคที่มีนั้นมากมาย หากคนจะคิดลบก็สามารถคิดขึ้นมาได้ถ้าสั่งงานไปครูผู้นำฯจะทำไหม จะต้องตามงานกันอย่างไรดีหากสั่งงานไปแล้วไม่ทำจะทำอย่างไรดีแต่ในอีกนัยหนึ่งก็ได้บอกกับตัวเองให้ลองดูอีกสักตั้ง ได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ ไปด้วยเผื่อได้ไอเดียในการจัด Institute ครั้งหน้าในวิกฤตก็ยังมีโอกาส เมื่อผ่านสัปดาห์แรกไปก็รู้สึกสบายใจ โล่ง และประทับใจมากเพราะครูผู้นำฯทุกคนส่งงานกันครบ 100% และเข้าร่วมกันครบทุกคน

พี่ไพลิน: กังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการเรียนรู้ ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะหนึ่งในเสน่ห์การเรียนรู้ของครูผู้นำฯที่นี่คือการได้มาพบหน้ากัน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็รู้สึกมั่นใจในตัวของครูผู้นำฯที่เราได้สอนเขามาตั้งแต่แรกว่าเขาจะสามารถเรียนรู้เองได้และมีความรับผิดชอบ เมื่อสัปดาห์แรกผ่านไปก็รู้สึกโล่งแต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจมากที่สุดคือสัปดาห์ที่สองเพราะเป็นสัปดาห์ที่จะต้องใช้การโฟกัสสูงมาก และมีคำสั่งให้ทำเยอะมากแต่ครูผู้นำฯทุกคนสามารถโฟกัสกับงาน และทำตามคำสั่งได้จนจบ!ต้องขอบคุณครูผู้นำฯทุกคนที่ช่วยให้สถานการณ์ที่ยาก นั้นไม่ยากเกินความจำเป็น


มีวิธีการเลือกหัวข้อสำหรับการจัดอบรมแบบออนไลน์แต่ละครั้งอย่างไร

พี่หนึ่ง: ในช่วงที่คิดการจัดอบรมแบบออนไลน์แต่ละครั้งนั้นก็คิดว่ามีอะไรมากมายที่ครูผู้นำฯต้องเรียนรู้ และเตรียมตัว ระยะเวลาภายใน 5 สัปดาห์คงไม่สามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่างแต่คิดว่าอย่างน้อยในระยะเวลาที่มีคงสามารถช่วยให้ครูผู้นำฯไปถึงเป้าหมาย และ Milestonesในระดับหนึ่งได้ เพื่อช่วยให้เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆในเทอมต่อ ๆ ไป 

พี่ไพลิน: การเลือกหัวข้อในการจัดการจัดอบรมแบบออนไลน์นั้น 1. มาจากประสบการณ์ของข้อมูลจากการจัดอบรมครั้งที่แล้วของทีม2. ทางทีมงานได้ลองทำ step back ว่าเห็นอะไรในตัวครูผู้นำฯที่เป็นจุดที่สามารถพัฒนาได้ร่วมกันแล้วเลือกมา 3 หัวข้อหลักที่อยากเสริมให้ก่อน เพื่อให้การทำงานของครูผู้นำฯมีความพร้อมในการทำงานต่อมากที่สุดตอนเปิดเทอม

ความคาดหวังในตอนแรก กับผลตอบรับจาก 3 สัปดาห์แรกเป็นอย่างไรบ้าง

พี่หนึ่ง:พี่เองก็คาดหวังไม่ถูกเหมือนกัน เพราะไม่มีข้อมูลมาตั้งแต่ต้นก็เลยทำให้ไม่ได้คาดหวังมากกว่า แต่ก็หวังให้ครูผู้นำฯเข้าร่วมให้ได้มากที่สุดตอนนั้นก็ตั้งไว้ที่ 95%สำหรับการเข้าร่วมและการส่งงาน แต่พอได้ผ่านสัปดาห์แรกได้ 100%ก็ประทับใจในความตั้งใจของครูผู้นำฯ ทุกคน และหวังว่าจะ 100%ไปจนจบนะครับ

พี่ไพลิน:ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ เพราะตอนแรกคิดว่าการอบรมออนไลน์มันจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควรแต่กลายเป็นว่าผลที่ได้จากการอบรมออนไลน์มันไม่ได้แย่เลยและยังทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆจากความเชื่อเดิมที่ไม่เชื่อในการทำงานออนไลน์ จะเชื่อในการทำงานที่ได้พบเจอกันมีปฏิสัมพันธ์กันมากกว่า เมื่อได้ดูงานที่ครูผู้นำฯทำก็สัมผัสได้ว่าดีกว่าการจัดอบรมปีที่แล้วมากเพราะถ้าในสถานการณ์ปกตินั้นคนเราจะใช้ชีวิตแบบปกติ ธรรมดาแต่พอเป็นสถานการณ์วิกฤตเข้ามาทำให้คาดเดาสถานการณ์อนาคตไว้ไม่ได้ เลยอาจส่งผลให้งานที่ครูผู้นำมีแรงผลักดันให้ทำออกมาดีกว่ามาตรฐานเดิมมาก

ความท้าทายในการจัดอบรมแบบออนไลน์ในแต่ละครั้ง

พี่หนึ่ง: เรื่องการสื่อสารภายในองค์กร เรื่องการจัดการอบรมที่ต้องชัดเจนอย่างมากการจัดอบรมแบบออนไลน์ 1 ครั้ง ทางทีมงานต้องประชุมกัน 3-4 รอบ  ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำ Pre-work หรือทำ Slide สำหรับสอน อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้าว่าการทำงานนั้นเจอหน้ากันน้อยลงทำให้สารที่สื่อออกไปต้องชัดเจนมากขึ้น ต้องมีการ Recheck ว่าหากแบ่งห้องแบบนี้จะเป็นอย่างไร จะต้องมีการระมัดระวังตรงไหน และต้องมีการ feedback กันทุกสัปดาห์ ซึ่งทำให้ได้เห็นการทำงานเป็นทีมของทุกคนที่สำคัญคือการจัดเก็บรูปแบบงานที่ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้เราจะจัดการอย่างไรและหากมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็สามารถมองให้เป็นเรื่องที่สนุกสนานได้เช่นเดียวกัน ได้เรียนรู้บริบทใหม่ที่ชีวิตนี้เกิดมาก็ยังไม่เคยได้เจออย่างการจัดอบรมแบบออนไลน์ที่ต้องมีผู้เข้าร่วมมากถึง 90 กว่าคน

พี่ไพลิน: มี 2 อย่างที่ท้าทายในการจัดอบรมแบบออนไลน์ครั้งนี้คือ ความไว้วางใจ และความเป็นมืออาชีพ ด้วยความที่เรารู้จักครูผู้นำฯของเรา และเรามั่นใจในความสามารถของพวกเขาทำให้เราไม่ต้องมาเหนื่อยกับการมา micro-manage การเรียนรู้ของเขา อย่างการแบ่งกลุ่มให้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ถึงแม้เราจะไม่ได้เข้าไปนั่งเฝ้าทุกห้องของเขาว่าจะมีการพูดคุยนอกประเด็นไหมแต่เรากลับมั่นใจในตัวพวกเขา เพราะทั้งหมดนั้นอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและความเป็นมืออาชีพที่ครูผู้นำฯของเรามีและเห็นด้วยกับพี่หนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการทำงานแบบทีมเวิร์คในสัปดาห์แรกก็มีคนที่ทำหน้าที่จดโน้ตเข้ามาลองซ้อมหากเกิดปัญหาอินเทอร์เน็ตของครูผู้นำฯคนไหนหลุดต้องติดต่อใครทีมงานต้องคุยกันละเอียดถึงความเสี่ยงต่าง ๆที่สามารถเกิดขึ้นในระหว่างการจัดอบรมแบบออนไลน์ ทำให้ได้ Learning ว่า เราต้องวางแผนและคิดให้รอบคอบมากจริง ๆเราคิดแม้กระทั่งว่าครูผู้นำฯทุกคนต้องมีแล็ปท็อปเป็นของตัวเองเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีต้องเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต เรียกได้ว่าวางแผนรอบด้านเพื่อไม่ให้ครูผู้นำฯของเรารู้สึกได้ว่ามีเหตุติดขัดอะไรบ้างของทีมงานหลังบ้าน ต้องยอมรับว่าต้องใช้สมาธิ และสติ ในการทำงานเยอะมาก 


อะไรคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ จากการจัดอบรมแบบออนไลน์ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

พี่หนึ่ง: รู้สึกภูมิใจแทนนักเรียนของครูผู้นำฯทุกคนเพราะมีครูที่มีความพร้อม อยากสอนและใส่ใจในการสอน ซึ่งการอบรมนี้ก็ได้ช่วยครูผู้นำฯในเรื่องการตั้งเป้าหมาย และการวางแผนเพื่อกลับไปปรับปรุงแก้ไขการสอนนักเรียนในเทอมหน้าและสิ่งที่ภูมิใจกับตัวเองคือ ได้ลองเล่นโปรแกรม Zoom, Google Site และ Calendarเหมือนได้ Relearn งานกับการใช้เทคโนโลยีใหม่อีกครั้งแทนการโทรนัดหมาย หากพี่ได้มีโอกาสกลับไปเป็นครูอีกครั้งก็อยากสอนนักเรียนในเรื่อง digital literacy มากขึ้นให้เขาได้รู้ว่าจะใช้อุปกรณ์ที่มีอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

พี่ไพลิน:รู้สึกภาคภูมิใจกับทักษะการวางแผน และการสื่อสารของตัวเองเมื่อก่อนเราจะรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่วางแผนเก่งสามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการได้ชัดเจนแต่เราจะไม่ค่อยยอมรับกับความสามารถเหล่านั้นสักเท่าไหร่แต่ทักษะนั้นกลับชัดเจนขึ้นเมื่อเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยรูปแบบออนไลน์ที่มีความท้าทายเพิ่มขึ้นซึ่งนั่นทำให้เราเห็นว่าเราได้เติบโตขึ้นแล้วจริง ๆ และสามารถใช้ทักษะนั้นได้เป็นอย่างดีส่งผลให้มีความมั่นใจกับ 2 ทักษะนั้นมากขึ้น และอีกหนึ่งสิ่งที่ภาคภูมิใจมากไม่แพ้กันคือภาคภูมิใจในตัวครูผู้นำฯทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี 


การจัดอบรมแบบออนไลน์อีก 2 ครั้งที่กำลังจะมาถึง มีความคาดหวังอะไรกับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่อยากฝากอะไรถึงพวกเขา

พี่หนึ่ง:นอกจากเรื่องห้องเรียนแล้ว ก็คงเป็นเรื่อง Community ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนความเห็นกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราจะรู้ได้เลยว่า เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้เราต้องอาศัยความร่วมมือจากครูท่านอื่นที่แวดล้อมด้วย อยากให้นำเอา Collective Vision ไปทำงานต่อกับครูในหมวด ครูพี่เลี้ยงหรือแม้กระทั่งผู้อำนวยการหากมีโอกาส หรือสรุปคืออยากให้เอาสิ่งที่ได้เรียนจากทั้ง 5 สัปดาห์นี้ไปทำต่อ 

พี่ไพลิน:ก็คาดหวังให้ครูผู้นำฯของเราเข้าเรียนกันให้ครบ ทำงานส่งให้ครบ และอย่าเพิ่งหมดไฟกับการเข้าเรียนและอยากฝากครูผู้นำฯทุกคนว่า “Vision without action is a daydream. Action without vision is a nightmare.” -- หากมีวิสัยทัศน์แต่ปราศจากการลงมือทำก็เปรียบเสมือนกับการฝันกลางวันลมๆ แล้ง ๆ และการลงมือทำโดยปราศจากวิสัยทัศน์ก็ไม่ต่างอะไรกับการฝันร้ายตอนนี้ที่เราได้เรียนมาทั้งหมดก็เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อที่เราจะสามารถนำเอาไปลงมือทำ รวมทั้งเพื่อก้าวข้ามความกลัว และความท้าทายของตัวเองไปให้ได้ลำดับขั้นต่อไปก็อยู่ที่ตัวครูผู้นำฯว่าจะสร้างจุดเปลี่ยนขึ้นมาได้หรือไม่สุดท้ายก็อยากให้ครูผู้นำฯเรียนรู้ตรงนี้ให้เต็มที่ เพราะเมื่อเรามีทักษะพร้อมแน่นอนเราจะสามารถเอาชนะวิกฤตต่าง ๆ ที่เข้ามาได้มากกว่าคนอื่น

 

อะไรคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

พี่หนึ่ง:พี่ได้ Learnว่า เรามักจะพูดเสมอว่าในวิกฤต มักจะมีโอกาสในทุกวิกฤตก็จะมีคนผ่านวิกฤตและได้โอกาส และมีคนที่ไม่ได้โอกาสแล้วเราจะทำอย่างไรให้ในวิกฤตเราเป็นผู้ได้โอกาสซึ่งผู้ได้โอกาสและขาดโอกาสในวิกฤตนั้นต่างกันตรงที่คุณจะเลือกโวยวาย ท้อแท้หรือหาช่องทางในการพัฒนาตัวเองต่อไป

พี่ไพลิน:พี่นึกถึงประโยคหนึ่งที่บอกว่า “The true test of leadership is how well you function in a crisis.”-- บททดสอบความเป็นผู้นำที่แท้จริง คือเมื่อเจอวิกฤตเข้ามาคุณจะมีวิธีการรับมือกับมันอย่างไร แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าประสบการณ์การเป็นครูผู้นำฯของพี่2 ปีนั้นในสมัยที่เป็น fellowมันช่วยเพิ่มความพร้อมให้เราในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้ได้จริง ๆ


ทีมผู้จัดทำ
ครูซอลีฮ๊ะ กอฮิง
ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5
ครูณัฐชญา แดนโพธิ์
และครูศรนันท์ แก้วอนุ
ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 6
ในบทบาทของทีม Content Developer

และขอขอบคุณ
คุณวชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ (ศิษย์เก่ารุ่นที่ 3)
และคุณรณรงค์  ขันแข็ง
สมาชิกทีม Training and Support,
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์