Stories from the ground

เรื่องเล่าจากห้องเรียน - คุยกับครูหนึ่ง โรงเรียนวังข่อยพิทยา

March 19, 2020


“ตอนนั้นด้วยความที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ครูหลายคนต้องรับภาระหน้าที่ในการทำงานเอกสารด้วย ซึ่งทำให้หลายคนไม่สามารถทุ่มเทกับการสอนได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทางโรงเรียนจึงระดมทุนจากชุมชนเพื่อหางบมาจ้างตำแหน่งธุรการ ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้ครูได้เข้ามาทำงานที่นี่” 


“ครูเองไม่ได้เป็นข้าราชการครูประจำนะ ครูเริ่มจากการเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ อยู่ที่วังข่อยมาก็ 15 ปีแล้ว แต่เมื่ออยู่ไปเรื่อย ๆ ครูเห็นว่าการศึกษาประเทศเรามันมีปัญหาจริง ๆ เด็กหลายคนอยู่ม.3 แล้วหลายคนยังอ่านเขียนภาษาไทยไม่ออก บางคนหยุดเรียนไปช่วยพ่อแม่ทำงานเป็นปี ครอบครัวก็ไม่ได้เรียนหนังสือ จบอย่างสูงก็ระดับประถม บางคนมีปัญหาทางการเรียนรู้แต่การสอนไม่ได้เอื้อให้กับเด็กอย่างเค้า ก็ถูกจับอยู่กลุ่มหลังห้องซึ่งยิ่งซ้ำเติมการเรียนรู้ให้ถดถอยกันเข้าไปใหญ่ แล้วพอถึงเวลาสอบ เราใช้ข้อสอบชุดเดียวกันตัดสินเด็กที่มีพื้นฐานต่างกันขนาดนี้ แน่นอนว่าเด็กกลุ่มที่อ่อนทั้งความสามารถและขาดโอกาสก็ต้องกลายเป็นเด็กหลังห้องอยุ่แล้ว ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลยนะ”


“คำพูดที่ครูหลายคนมักจะตีตราเด็กว่า เด็กพวกนี้โง่ เป็นเด็กปัญญาอ่อน ทำให้ครูรู้สึกทั้งโกรธและฮึดไปพร้อมกัน เรารู้อยู่ว่าเด็กเหล่านี้เค้าไม่ได้เป็นแบบนั้นแต่โอกาสมันไม่เท่ากัน โรงเรียนที่ควรจะเป็นพื้นที่ที่สร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กแต่กลับยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ ครูเห็นดังนั้นจึงชงเรื่องขึ้นไปทางผู้อำนวยการโรงเรียน ว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีการส่งเสริมให้กับเด็กกลุ่มหลังห้องด้วย ไม่ใช่เด็กเก่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลังจากการผลักดันอยู่หลายครั้ง ช่วงแรกครูหลายคนก็ไม่พอใจเพราะเหมือนไปเพิ่มภาระงานให้เค้าในการปรับการประเมิน แต่หลังจากนั้นครูเริ่มเห็นครูหลายท่านที่เริ่มเปลี่ยนวิธีการสอน”


“ครูคิดว่าเราเป็นคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็จริง แต่เราสามารถทำอะไรได้บ้างล่ะในความสามารถที่เรามีตอนนี้ ครูจึงเริ่มบทบาทการสอนควบคู่ไปด้วยตั้งแต่นั้นมา เพราะเราอยากเห็นคนในชุมชนเรามีโอกาสในชีวิตที่ดีกว่านี้ โดยเริ่มจากการเริ่มสอนพิเศษเล็ก ๆ นอกห้องเรียน ซึ่งภายหลังก็มีครูหลายคนก็ช่วยเด็กในลักษณะนี้ นอกจากนี้ครูยังมีความถนัดในการของบประมาณในท้องถิ่นและด้วยความเป็นคนในพื้นที่ ครูเลือกที่จะใช้ความสามารถในการเขียนโครงการของบต่าง ๆ ให้โรงเรียน ตั้งแต่การสร้างถนน ห้องคอมพิวเตอร์ และงบอื่น ๆ นอกจากที่กระทรวงส่งมาให้ เพื่อช่วยครูและนักเรียนของเรามีทรัพยากรเพียงพอในการพัฒนาการเรียน”


“อ้วน มูนา ฮูดา เรียกว่าเป็นครูรุ่นใหม่ที่มีไฟและความตั้งใจที่ดี น้อง ๆ จะมีวิธีการและกระบวนการสอนที่แตกต่าง เช่น กิจกรรมการสอนที่ดึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนทุกคน การเสริมแรงบวกให้แก่นักเรียน ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจและกล้าแสดงออกผ่านคาบเรียน หลายคนจะต้องปรับตัวพอสมควรเหมือนกันกับช่วงแรกที่ทำงาน ด้วยเรื่องกฎระเบียนและมารยาทต่าง ๆ ที่ด้วยความเป็นครูรุ่นใหม่ ก็ต้องปรับการวางตัวให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมเดิม ตรงนี้ครูก็จะสอนและบอกกล่าวกับพวกเขาเสมอเมื่อมีโอกาส”


“ด้วยความที่เราเป็นคนในพื้นที่อยู่แล้วและมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชุมชน หลายครั้งครูก็ได้คุยกับครูทั้ง 3 ในการทำโครงการและเสนอโครงการเหมือนกัน ด้วยความที่เรามีเครือข่ายชุมชนและผู้ปกครองอยู่แล้ว ตรงนี้เราสามารถช่วยได้ และเราดีใจด้วยซ้ำที่น้อง ๆ สนใจในการทำงานที่อยู่นอกจากห้องเรียนเช่นกัน เพราะตรงนี้สำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่ ถ้าเราสามารถสร้างครอบครัวที่แข็งแรงได้ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ครูเราแก้ไม่หมดสักทีก็จะดีขึ้นแน่นอน”