Stories from the ground

จะทำงานอย่างไร เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงยังอยู่ต่อหลังจาก 2 ปี?

March 2, 2020

“เรื่องมันเกิดขึ้นจากเด็กคนหนึ่งที่เป็นนักเรียนผม เด็กคนนี้เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่อยู่หลังห้อง เป็นเด็กที่ครูทุกคนแบน และมักจะบอกว่า “ถ้าไม่มีเขาและเด็กกลุ่มนี้แผ่นดินคงจะสูงขึ้น. คำนี้เป็นคำที่นักเรียนนำมาเล่าให้ผมฟังว่ามีหลายคนพูดถึงพวกเขาแบบนี้ นั่นจึงทำให้เด็ก 4 คนนี้มีพฤติกรรมต่อต้านและไม่ค่อยตั้งใจเรียนเป็นทุนเดิม ปกติแล้วห้องนี้เป็นห้องที่เข้าคาบผมครบทุกคน 100% ไม่มีใครขาดเลย แต่วันนั้นแก๊งนี้ที่ปกติมีกัน 4 คน แต่วันนั้นมาเข้าคาบผมแค่เพียง 3 คน และหลังจากนั้นตลอดประมาณ 2 เดือนเกือบ 2 เดือน เขาขาดเรียนโดยที่ผมหาเขาไม่เจอเลย ติดต่อไม่ได้เลย ซึ่งผมทราบข่าวว่าเด็กคนนี้ทุกวันเขาจะแต่งชุดนักเรียนออกมาจากบ้าน แต่หลายครั้งไปแว้นอยู่แถวบ้านเพื่อน แล้วเขาไม่มาโรงเรียนอีกเลย จนเขาเกือบจะถูกไล่ออก มันจะมี Maximum ของคาบที่เขาขาดเรียนอยู่คือขาดเรียนประมาณ 20วัน และถ้าต่อเนื่องก็ต้องเชิญผู้ปกครองและไล่ออก”

“ด้วยความตั้งใจของเราที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจริงๆเขาเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความสามารถ เด็กคนนี้เขาค่อนข้างมีความคิดอ่านที่เรียนรู้ได้เร็วเมื่อเขาตั้งใจ ทำให้เต๋ากับไวท์รู้สึกแบบว่า เฮ้ย! ไม่ได้ไม่อยากปล่อย ถ้าปล่อยให้คนนี้ไปเสียดาย เราจึงเริ่มหาข้อมูลเองก่อนโดยติดต่อครูปกครองจนทราบเบอร์โทรศัพท์ผู้ปกครอง แต่เมื่อได้ลองโทรไปก็พบว่าเป็นหมายเลขที่ไม่สามารถติดต่อได้ บวกกับถามเพื่อนรอบข้างของเขา ต่างได้ข้อมูลที่ไม่แน่ชัดว่าเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก”

“ยิ่งเวลาผ่านไป เรายิ่งไม่รู้ว่าจะสามารถติดต่อกับผู้ปกครองเด็กคนนี้ได้อย่างไร และเขาอยู่ที่ไหน จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 21 วันที่ขาดเรียนติดต่อกัน ซึ่งเกินกับกำหนด 2 เดือนไปแล้ว ในตอนนั้นที่ไม่รู้ว่าจะไปหาเขาจากที่ไหนได้ มีนักเรียนของผมคนหนึ่งมาบอกว่าเขาเห็นเด็กคนนี้อยู่ที่ศาลานั่งอยู่คนเดียวตอนเช้า ผมกับครูไวท์จึงตัดสินใจขับรถออกไปที่อำเภอเพื่อไปคุยกับเขาและพาเขากลับเข้ามาเรียน แต่ก่อนที่ผมจะพาเขากลับมาที่โรงเรียน ผมได้ถามว่าทำไมเขาจึงไม่อยากเรียน เขาได้ตอบกับผมว่า “มันมีงานเยอะครับครู เรียนเยอะ ผมขี้เกียจ” ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่จากข้อมูลที่ผมได้ทราบจากเพื่อนของเขา ยังได้รู้ว่าเขาติดเพื่อนข้างนอกที่เป็นกลุ่มซิ่งมอเตอร์ไซด์ และไม่ว่าทั้งครูและเพื่อนจะชวนกันดึงเขากลับมาสู่การเรียนเท่าไหร่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ยังกลับไปหนีเรียนเช่นเดิม”

“ผมจึงเริ่มต้นในการค้นทางวิธีการในการติดต่อกับทางผู้ปกครอง จนสุดท้ายสามารถได้เจอกับแม่ของเขาผ่านกิจกรรมกับทางโรงเรียน ทำให้พบว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้อาศัยอยู่กับแม่ ตอนเริ่มแรกเดิมทีเขาอาศัยอยู่กับยาย อยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในใบสมัคร แล้วเบอร์ของแม่ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกเบอร์ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ หลังจากที่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังแม่เขาก็ไม่รู้ว่าเขาขาดเรียนเพราะว่าเขาใส่ชุดนักเรียนออกมาตลอด แต่ที่จริงคือออกมาส่งที่ศาลาและเด็กก็ไม่ได้เข้าโรงเรียนอยู่ดี ซึ่งแม่เขาก็เพิ่งรู้ว่าลูกมีปัญหาอย่างนี้ ผมกับแม่เขาจึงคุยกันแล้วทำข้อตกลงด้วยกัน 2 ข้อ ในการดูแลนักเรียนคนนี้ - ข้อแรกก็คือ ผมจะให้เด็กคนนี้ มีสมุดจดการบ้านเพราะหนึ่งในปัญหาของเขาก็คือเรื่องของการบ้านค้างส่งเยอะ ผมเลยให้เขามีสมุดจดการบ้าน แล้วผมจะยึดโทรศัพท์เขาจนกว่าเขาจะจดการบ้านเสร็จ ข้อที่ 2 แม่เขาจะรับส่งการมาโรงเรียนด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนี้เท่าที่ผมคุยคือตอนนี้แม่เขาก็จะรับเขาไปอยู่ด้วยกันที่บ้านด้วย”

“ในช่วงแรกของการทำยังไม่ค่อยผลมาก เขาเอาโทรศัพท์มาให้ผมตอนเช้า แล้วตอนเย็นเขาก็เดินมาขอโทรศัพท์คืนแต่ไม่มีการบ้านมาส่ง ผมถามว่าไหนส่งการบ้าน เขาก็เงียบ ผมถามว่า อยู่ไหนครับ เขาก็บอกว่าอยู่ในห้อง ผมก็บอกว่างั้น เดินไปเอามา เขาก็หายไปชั่วโมงหนึ่ง กลับมาอีกทีก็ไม่มีสมุดจดการบ้าน ครูครับ ขอโทรศัพท์คืนครับทุก ๆ ชั่วโมงเลย คือเหมือนกับนักเรียนเชื่อว่าเราไม่เอาจริง จนกระทั่งผมให้เขาอยู่จนถึง 18:00 น. จนกระทั่งแม่เขาต้องมาขอเองผมเลยคุยกับแม่เขาว่าอันนี้เป็นเรื่องจริงจังนะ เราต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้ปกครองและตัวเราเอง ฉะนั้นแม่ต้องเด็ดขาดและแม่ต้องพาเขากลับโดยที่เขาไม่ได้โทรศัพท์ตามที่ตกลงกัน”

“สุดท้ายวันนั้นเด็กคนนี้เขาไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปในวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันต่อมาเขากลับมาเข้าเรียนด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจนน่าตกใจ เขาจดทุกวิชาขนาดไม่ใช่แค่ในวิชาที่ผมสอน และหลังจากวันนั้นที่เขาก็เข้ามาเรียนเองแต่ไม่เอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นแล้ว เขานั่งจดการบ้านแล้วก็มีเพื่อนแอบถ่ายคลิปมาแม้ตอนที่ผมกับไวท์ออกไปแล้ว ก็หยิบสมุดเข้ามานั่งจดเพิ่ม เขากลายเป็นเด็กตั้งใจเรียนมากขึ้น ซึ่งแม้จะไม่ใช่คนที่ตั้งใจเรียนที่สุดในห้องแต่เขาก็ตั้งใจขึ้นมากจากจุดแรกเริ่ม อย่างน้อยเขากลับเข้ามาเรียนจากที่เคยเกือบหลุดออกจากการศึกษา กลับมาตามแก้ศูนย์ ส่งการบ้าน และทำโดยแม้ครูจะอยู่หรือไม่ก็ตาม”

“มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าปัจจัยหลักในการดึงเด็กนักเรียนคนนี้กลับมาได้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ผมทำ แต่คือ (1.) ผู้ปกครองต้องอยู่กับบุตรหลานคือผู้ปกครองในที่นี้หมายถึงพ่อแม่หรือคนที่เด็กมองว่าเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต ต้องอยู่กับเด็กคนนั้น แบบเลี้ยงอยู่อาศัยในบ้านหลังเดียวกันและมีการปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างอบอุ่น ปัจจัยที่ (2.) คือสภาพสังคมของเขาในโรงเรียนต้องต้อนรับเขา แม้เขาจะโดดเรียนเกรเรกี่ครั้งก็ตาม แต่ยังให้โอกาสและพยายามที่จะดึงเขากลับมา ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่ครูและเพื่อนในโรงเรียน”

“แล้วบทบาทของครูอะไร ครูคือคนที่ดึงการมีส่วนร่วมของ 2 กลุ่มนี้เข้ามา ผมพยายามพูดทุกครั้งที่อยู่ในแถว เช่น ‘ครูเป็นห่วงเขานะ’ และเราพิสูจน์ให้เห็นว่าเราทำจริง เราใช้เวลาในคาบเรียนเพื่อไปดึงดึงเด็กคนนี้กลับมา เด็กในห้องคนอื่นก็มีความเชื่อในแบบเดียวกับเราและเป็นอีกแรกในการดึงเพื่อนกลับมา กลุ่มเพื่อนในห้องต้อนรับเขา ไม่ได้รังเกียจเขาไม่ได้มองว่า ไอ้นี่เด็กเกเรไม่คบด้วย อีกส่วนที่สำคัญคือผู้ปกครองที่เราได้มีโอกาสคุยกับเขาและนำเสนอแนวคิดที่ทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เด็กต้องการบางที่ไม่ใช่สิ่งของหรือเงินทอง แต่เป็นเวลาในการได้อยู่ด้วยกันมากกว่า เพราะฉะนั้นแล้วจริงๆแล้วสิ่งที่เราทำเราเป็นแค่คนที่ดึงให้ 2 อย่างเนี่ยเขามาช่วย เพราะเราอยู่ตรงนี้แค่ 2 ปี ตัวเราเองกลายเป็น Key Factor มันไม่มีทางยั่งยืน เพราะหากวันหนึ่งเราไม่อยู่ทุกอย่างก็พังกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้าเราเปลี่ยนสังคมรอบข้างให้เชื่อแบบเราสิ่งนี้จะอยู่กับเขาไปอีกนาน”

“ตอนแรกผมโฟกัสที่ตัวเองด้วยว่าเราเรียนอะไรมาเยอะแยะ เราเรียนวิธีการจูงใจคน วิธีการพูดกับเด็กอย่างไร แต่เราลืมไปว่า เด็กเพิ่งรู้จักกับเราแค่ 2 เดือน 3 เดือน ความสัมพันธ์ยังมีไม่มากเลย ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งว่าเราหาคนสำคัญในชีวิตของเขาและเตือนเขาในมุมมองของคนคนนั้น พฤติกรรมเขาก็เปลี่ยน จริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกับเขาเป็นชั่วโมง หรือครึ่งวันเลย แต่ถ้าเราหาคนสำคัญในชีวิตเขาได้ คนเหล่านี้แหละจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกับเด็กคนนั้นครับ”