การสอดแทรกบทเรียนเรื่องการ Bully ในวิชาวิทยาศาสตร์

July 25, 2021

การปรับทัศนคติผ่านบทเรียนเพื่อสร้างเสริมให้นักเรียนก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกดี      

            นอกจากการเรียนการสอนให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนแล้ว การสร้างทัศนคติที่ดียังเป็นภารกิจสำคัญของ “ครู” ในการสร้างคนคุณภาพ เพื่อทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการการสร้างความเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไท ยอันเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์

           การสร้างทัศคติที่ดีหรือปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ในโรงเรียน จึงเป็นสิ่งที่ ครูปลา-ยุภาภักดิ์ สมขาว ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 7 นำมาประยุกต์ใช้ในเนื้อหาการเรียนการสอน โดยเริ่มต้นจากปัญหาใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงเรียน อย่างเช่น การ Bully ซึ่งหมายถึง การกลั่นแกล้ง การล้อเลียน การคุกคาม และการสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่น ด้วยคำพูดหรือการกระทำที่รุนแรง เช่น การเหยียดสีผิว การหยอกล้อเรื่องรูปลักษณ์ ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องตลกของทั้งครูและนักเรียนในโรงเรียน

           “คำพูดล้อเลียนหรือการเหยียดรูปลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็น รูปร่าง สีผิว กระทั่งนำไปสู่การทะเลาะกัน คือสิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอจนรู้สึกว่าการ bully ในโรงเรียนดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่ทั้งครูและนักเรียนเห็นเป็นเรื่องสนุกปากเรียกเสียงตลกในวงสนทนา โดยไม่สนใจว่าจะกระทบใจใครหรือไม่

            ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบพฤติกรรมการ bully โดยส่วนตัวอยู่แล้ว เราเลยตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียน สอนให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขานำมาล้อเลียนเพื่อน ทั้งที่เจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามนั้น คือเรื่องทางกายภาพที่เกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุ แต่จะทำอย่างไรให้นักเรียนเข้าใจและหยุดพฤติกรรมการล้อเลียนได้คือสิ่งที่เรายังหาวิธีที่เหมาะสมไม่ได้ จนกระทั่งได้สอนวิชาวิทยาศาสตร์กับความงาม จึงเป็นโอกาสเหมาะในการนำเรื่องรูปลักษณ์ต่างๆ ทั้ง อ้วน ดำ สิว เตี้ย มาประยุกต์ในเนื้อหาวิชา ให้เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ในนั้น”

           ครูปลาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการนำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาประยุกต์เข้ากับบทเรียน ซึ่งนอกจากจะทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังสามารถลดพฤติกรรมการ bully เพื่อนของนักเรียนได้อีกด้วย

           “ความที่ยังอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 การเรียนการสอนจึงเป็นรูปแบบของสื่อออนไลน์ เราจึงต้องหาวิธีให้เขามีส่วนร่วมกับบทเรียนให้มากที่สุด เริ่มต้นจึงให้เขาเล่าประสบการณ์ผ่านหน้าจอว่า เคยถูกเพื่อน bully ด้วยคำใดที่สร้างความเจ็บปวดได้มากที่สุด จากนั้นเราจึงนำคำเหล่านั้นมาแยกย่อยอธิบาย เริ่มต้นจากเรื่องสีผิว โดยอธิบายให้เขาเข้าใจว่า การที่คนหนึ่งคนมีสีผิวเข้ม หรือที่นักเรียนล้อเลียนเรียกเพื่อนว่า ดำ เราสามารถนำหลักทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้เขาเข้าใจได้ว่า คนที่มีสีผิวเข้ม เพราะร่างกายเขามีเมลานินหรือเม็ดสีเยอะ หรือแม้กระทั่งปัจจัยแวดล้อมทางภูมิภาคก็ส่งผลต่อสีผิวได้ สิ่งที่เราล้อเพื่อนจนสนุกปากนั้น ทุกอย่างมีทั้งเหตุและผล เมื่อเขาเริ่มเข้าใจถึงที่มาที่ไป ก็จะทำให้เขาเริ่มตระหนัก ทบทวน และไตร่ตรองได้ว่า สิ่งที่นำมาพูด bully เพื่อนนั้นไม่ใช่ความผิดแผกแตกต่างแต่อย่างใด”

           นอกจากการนำคำพูด bully มาแยกย่อยให้นักเรียนเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามที่ครูปลาเล่าแล้ว ครูปลายังได้สอดแทรกให้นักเรียนเข้าใจว่า คำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นไม่ใช่เรื่องดี

           “เมื่ออธิบายขั้นตอนกระบวนการให้นักเรียนเข้าใจแล้ว เราสรุปให้เขาเข้าใจถึงประเด็นที่เราอยากสื่อสารด้วยว่า ทุกคนมีโครงสร้างสีผิวที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นอย่านำมา bully กันจะดีกว่า ท้ายบทเรียนเราจะมีแบบฟอร์มให้เขาได้ทบทวนตัวเองผลการประเมิน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาสามารถเข้าใจบทเรียน และมีการตระหนักได้ว่าการ bullyไม่ใช่พฤติกรรมที่เหมาะสม และควรหยุด”

            ครูปลากล่าวต่อไปว่า เห็นได้ชัดว่าการหยิบยกเนื้อหาที่สามารถเข้าถึงใจนักเรียนได้ จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียน และทำให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น

            “การนำเรื่องราวรอบตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาประยุกต์ใช้ในบทเรียน สอนให้เขารู้จักคิดแบบวิทยาศาสตร์ สามารถช่วยเสริมทักษะทางความคิดให้เขาได้รู้จักไตร่ตรอง รู้จักสังเกต ตั้งคำถาม หาเหตุและผล ซึ่งเหล่านี้จะเป็นนิสัยที่จะติดตัวเขาไปตลอด”

            นอกเหนือจากความสัมฤทธิ์ผลทางวิชาการแล้ว ทัศนคติที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี และ การสอนให้เด็กๆ ได้รู้จักเคารพตนเองและผู้อื่น เป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่ช่วยสร้างจิตใต้สำนึกพื้นฐานของการนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไป สมดังจุดมุ่งหมายของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์