Stories from the ground

เรื่องเล่าจากห้องเรียน - เมื่อเด็กขาดเรียน คุณแม่ และหมอผี

April 17, 2020

ไวท์มีเด็กในที่ปรึกษาคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อหวายแล้วกันนะคะ หวายเป็นเด็กร่าเริง เข้าเรียนตามปกติมาตลอด แทบจะไม่เคยโดดเรียนไปไหน ปรากฏว่าพักหลังหวายเริ่มโดดเป็นบางคาบ หลังจากนั้นก็คือเขาเริ่มไม่มาเข้าแถว เพื่อนก็เริ่มบอกว่าเขาโดดไปทั้งวันเลยครู ไม่เข้าโรงเรียนเลย เขาหายไปจริง ๆ

ตอนแรกก็พยายามติดตามหวายด้วยการโทรหาเพื่อสอบถามว่า ช่วงนี้เป็นอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ซึ่งยังติดต่อได้อยู่ และตอนพูดคุยกันก็ค่อนข้างฟัง แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่กลับมาเรียน ไวท์เลยพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรได้อีกบ้าง ประกอบกับที่เคยไปเยี่ยมบ้าน พบว่าเขาอาศัยอยู่กับคุณอา แต่จากการพูดคุย ทำให้ไวท์ประเมินได้ว่าคุณอายังไม่ใช่คนที่จะมีบทบาทต่อชีวิตของนักเรียนมากนัก

ไวท์พยายามติดตามสถานการณ์กับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ในห้อง จนกระทั่งวันหนึ่ง นักเรียนคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากที่หวายอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องสงสัยเรื่องใช้สารเสพติดที่ชุมชนจะสุ่มตรวจ และด้วยความที่กลุ่มเพื่อนสนิทของหวายเป็นกลุ่มเด็กเรียนดี จึงเกิดความผิดหวังในตัวเพื่อน และเมื่อเพื่อนไม่คุยด้วย หวายก็เลยไม่เข้าเรียน ไปอยู่กับแก๊งรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันที่มีพฤติกรรมค่อนข้างน่าเป็นห่วง

ในช่วงสิ้นปี ไวท์เลยพยายามคุยกับเพื่อนๆในห้อง อธิบายให้เปิดใจ เข้าใจ ช่วยกันดึงหวายกลับมา และพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ โดยให้เขียนขอบคุณ-ขอโทษกัน แล้วก็เอาไปให้เพื่อนที่ตัวเองอยากให้ วันนั้นมันเป็นกิจกรรมที่ดีมาก เด็กหายโกรธกัน ดีกันหมดทุกคนเลย  ทุกอย่างมันดูสวยงาม แต่พอเปิดเรียนหลังปีใหม่ หวายก็เริ่มกลับมาขาดเรียนอีกครั้ง ซึ่งเมื่อได้เจอกันไวท์ก็จะพูดคุย ลองตั้งคำถามทั้งเรื่องชีวิตและเรื่องทั่วไป เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่เจอวิธีที่จะเข้าถึงเขาได้เท่าไรนัก

ถึงจุดหนึ่งไวท์เลยตัดสินใจที่จะคุยกับพ่อแม่ของหวายด้วย และแม้ว่าหวายไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แต่ไวท์เห็นว่าคุณแม่มักจะมาโต้ตอบใน Facebook ของหวาย  ไวท์ก็เลยทัก Facebook ของคุณแม่ไป จนได้คุยโทรศัพท์กัน และพบว่าคุณแม่ทราบถึงปัญหาพฤติกรรมของลูกในระดับหนึ่ง แต่ไม่รู้ถึงเรื่องการขาดเรียนต่อเนื่อง ทั้งคุณแม่และคุณพ่อก็ต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่อยู่ที่ต่างจังหวัด ต่างคนก็ต่างรับผิดชอบครอบครัวใหม่ ยิ่งพักหลังมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก เลยไม่ได้ส่งเสียเด็กคนนี้เหมือนก่อนหน้า ไวท์เลยบอกคุณแม่ไปว่า ‘ตอนนี้ สำหรับที่โรงเรียน เราพยายามกันทุกวิถีทางอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ไวท์เลยต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้ช่วยกันอีกทาง เราถึงจะสามารถเข้าถึงเด็กได้มากกว่าที่เป็นอยู่’  แต่คุณแม่ก็ตอบกลับมาว่า ‘แม่ไม่รู้จะทำอย่างไร คุณครูช่วยแม่ด้วย’  ระหว่างที่คุย สายก็ตัดไป เพราะเงินในโทรศัพท์ของคุณแม่หมด

ไวท์ยังสื่อสารกับคุณแม่อย่างต่อเนื่อง ให้เห็นว่าคุณแม่คือคนสำคัญ และไวท์จริงจังมากกับอนาคตของเด็กคนนี้ สิ่งที่คุณแม่ทำหลังจากนั้นคือติดต่อทั้งกับลูกและกับไวท์ ผ่านทางโทรศัพท์เป็นประจำ แต่ผลลัพธ์คือหวายเริ่มรำคาญ และคุณแม่ก็รู้สึกสะเทือนใจที่ลูกไม่อยากให้ตนเองเข้าไปยุ่งกับชีวิตของลูก โดยที่พฤติกรรมของหวายก็ยังคงน่าเป็นห่วงเหมือนเดิม

กระทั่งวันหนึ่งไวท์เริ่มเอะใจว่า จริง ๆ แล้วจังหวัดที่คุณแม่อยู่ปัจจุบันกับจังหวัดที่นักเรียนอยู่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก วันหนึ่ง ไวท์ได้ลองถามคุณแม่ว่า ‘คุณแม่ไม่ได้มาหาน้องนานแล้วใช่ไหมคะ ไวท์คิดว่าสำหรับสถานการณ์ตอนนี้ แค่โทรศัพท์อย่างเดียวอาจจะเทียบไม่ได้กับการที่คุณแม่กับน้องได้มาเจอหน้ากันจริงๆ’

วันรุ่งขึ้นคุณแม่ขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามจังหวัดระยะทาง 200 กม. มาหาหวายที่โรงเรียน แต่ก็ไม่เจอลูก คุณแม่จึงโทรหา และหวายได้หลุดปากตอบแม่ไปว่า ‘แม่จะสนใจทำไม แม่ก็ไม่เคยเลี้ยงอยู่แล้ว’
ประโยคนี้มันสะเทือนใจมากๆ จุกกันไปเลย เพราะมันสะท้อนว่าเด็กรู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาถูกทุกคนทอดทิ้งมาตลอด

ระหว่างไวท์กับแม่รอหวายอยู่ที่โรงเรียน คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ‘แม่ยืมเงินเพื่อนเพื่อขี่รถมาหาลูกในวันนี้ และก่อนจะมาที่นี่ก็ได้ไปหาหมอผี โดยขอยืมเงินเพื่อนจ่ายค่าผูกดวงชะตาตามให้ลูกกลับมา ยิ่งได้คุยกับคุณครูแล้วมั่นใจว่าคุณครูจะช่วย แม่ก็เลยต้องทิ้งงานทิ้งทุกอย่างมาทั้งที่ไม่มีเงินเลยสักบาท’ พูดไปคุณแม่ก็ร้องไห้ไป 

ไวท์ไม่เถียงคุณแม่เลยสักคำ เพียงแต่ปลอบใจคุณแม่ว่า ‘ไม่เป็นไรนะคะ อย่างน้อยก็ยังมีความหวังใช่ไหมคะ ในทางจิตใจคุณแม่ก็สบายใจไปเปราะหนึ่งแล้วว่ามีหมอผีช่วย ส่วนในทางปฏิบัติเราก็มาช่วยกันนะคะ จะได้เห็นผลเร็วๆ’

บ่ายวันนั้นคุณแม่รอจนลูกมาที่โรงเรียน พอแม่ลูกได้มาเจอหน้ากันจริงๆ แม่มาพักอยู่ด้วย มาหาลูกบ่อยขึ้น ความสัมพันธ์ บรรยากาศในครอบครัวก็ดีขึ้น

หลังจากวันนั้น ไวท์ คุณแม่ และหวาย ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน หวายย้ายไปอยู่กับพี่สาว ช่วยกันทำขนมขาย คุณแม่กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด รับขนมจากลูกมาช่วยขาย ดูแลกันใกล้ชิดขึ้นกว่าที่เคยเป็น ยังไม่รู้ว่าเปิดเทอมหน้าจะเป็นยังไง แต่ก็ดีใจที่ตอนนี้ได้เห็นครอบครัวเขากลับมาใส่ใจและหาทางออกร่วมกัน

เรื่องนี้ทำไวท์ได้เรียนรู้ว่า นอกจากการหา key person ให้เจอ และหาทางร่วมมือกับเขาให้ได้แล้วนั้น

ความเชื่อเรื่องภูติผี วิญญาณ ดวงชะตา ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมบ้านเราจริงๆ และไม่แปลกเลยที่หลายคน ๆ เลือกที่จะยึดความเชื่อนี้เป็นที่พึ่งทางใจและเป็นความหวังยามทุกข์ยาก ซึ่งไวท์คิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล ไม่ควรตัดสินถูกผิดหรือปิดกั้นกันได้ เพียงแต่ครูอย่างเราจะทำอย่างไรให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กได้เปิดใจรับความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ หลักการและเหตุผลต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เมื่อถึงเวลา ความรู้เหล่านี้อาจจะจำเป็นและพร้อมที่จะถูกดึงขึ้นมาใช้งาน เราจะทำอย่างไรให้เขามองหาทางออกทั้งจากสิ่งที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันยังสามารถหล่อเลี้ยงความหวังบนความเชื่อส่วนตัวและไสยศาสตร์  

บทบาทครูในโรงเรียนสำหรับไวท์ ไม่ได้จำกัดแค่การส่งเสริมให้นักเรียนเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจเท่านั้น  แต่บางครั้งความรู้ ความเข้าใจเหล่านี้ น่าจะเข้าถึงพ่อแม่ และผู้ปกครองของเด็ก ๆ ด้วย

และเพื่อให้สังคมเปลี่ยนแปลงในมิติที่ลึกขึ้น เราจึงไม่ได้หวังแค่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเขา แต่ต้องเข้าใจว่าความเชื่อนั่นเองที่กำหนดพฤติกรรมของแต่ละคน  ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น ความเปลี่ยนแปลงอาจจะค่อย ๆ ก่อตัวจากจุดนี้ก็ได้

แบ่งปันเรื่องราวโดย
ครูสุวิมล คุณธรรมสกุล
ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 6
ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์