กลับไปยังหน้าเรื่องราว

คุณภาพการศึกษาไทยกับ PISA ตัวชี้วัดรอบล่าสุด

January 28, 2021

คุณภาพการศึกษาไทยเป็นประเด็นในสังคมมาหลายครั้ง แต่น้อยครั้งที่จะมีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับผู้ที่ สนใจ-ใส่ใจ-สงสัย ในปัญญาการศึกษาไทย บทความนี้จะชวนคุณมาไล่เรียงข้อมูลสำคัญเพื่อเข้าใจสถานการณ์นี้ร่วมกัน


สิ่งแรก เราควรทำความเข้าใจ “ที่มา” ของคุณภาพในระบบการศึกษาเสียก่อน มาตรฐานการวัดผลทางการศึกษาที่นานาชาติยอมรับกันอย่างหนึ่งคือ PISA “โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล” หรือ The Programme for International Student Assessment 


PISA คืออะไร ? 

PISA หรือ “โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล” ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) มีความตั้งใจที่จะที่จะประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในประเทศต่าง ๆ ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่เตรียมความพร้อมให้เยาวชนของประเทศนั้นๆ มีศักยภาพและทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อไป 


การประเมินในกลุ่มเยาวชนอายุ 15 ปีนี้ จะดำเนินการทุก ๆ 3 ปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามแนวโน้มของผลการประเมิน ความรู้และทักษะของเยาวชนได้  โดยวิชา PISA ทำการทดสอบทักษะและความรู้ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่ประชากรโลกต้องมี เพื่อการพัฒนาและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การประเมินนี้เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริง มากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตร จึงเป็นที่มาของการประเมิน “ความฉลาดรู้” นอกจากนี้ การทดสอบนี้ยังเก็บข้อมูลทัศนคติ แรงบันดาลใจของนักเรียน ทักษะในการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณของเยาวชนด้วย


การวัดผล PISA ครั้งล่าสุด คือ PISA 2018 มี 79 ประเทศและเขตเศรษฐกิจเข้าร่วมการวัดผล​ โดยเน้นที่ด้านการอ่าน สำหรับการรายงานผล PISA รายงานผลการประเมินเป็นคะแนนเฉลี่ยของแต่ละประเทศ และระดับความสามารถ ซึ่งแบ่งออกเป็นด้านละ 6 ระดับ (Level) โดย Level 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่แสดงว่านักเรียนรู้และสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้ได้ในชีวิตจริง

Fun Facts
  • ถึงแม้ PISA ในประเทศส่วนใหญ่จะทำการเก็บข้อมูลในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ใน 4 ประเทศอย่างออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก​ และสวิตเซอร์แลนด์นั้น มีการศึกษาในระยะยาวกับกลุ่มนักเรียนทั่วประเทศที่มีการวัดผล PISA ครั้งแรกก่อนทศวรรษ 2000 จนถึงเป็นผู้ใหญ่ พบว่า “ผู้ที่มีผล PISA เมื่ออายุ 15 ปีดีกว่า มักมีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาในระดับที่สูงกว่าภายในอายุ 25 ปี”
  • กรอบการประเมิน PISA ด้านการอ่าน ได้แก่ สามารถจับใจความสำคัญ รับสาระสำคัญได้ และสามารถประเมินและแสดงความคิดเห็นต่อสาร
  • กรอบการประเมิน PISA ด้านคณิตศาสตร์ ได้แก่ เข้าใจโจทย์ ใช้หลักการคณิตศาสตร์แก้ปัญหา และสามารถตีความและประเมินผลได้
  • กรอบการประเมิน PISA ด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั่วไปได้ถูกต้อง ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สืบหาความรู้ได้ และรู้จักการตีความข้อมูลและใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

PISA 2018 ชี้วัดอะไรในการศึกษาไทยได้บ้าง


PISA 2018 เป็นกรอบการวัดผลที่เน้นการอ่านที่พัฒนามาจากความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2009 เพราะสิ่งที่ผู้คนอ่าน และวิธีการที่อ่านนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งรูปแบบของสิ่งที่อ่านซึ่งย้ายมาอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และมีทางเลือกให้อ่านได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นการวัดผลการอ่าน ใน PISA 2018 จึงเน้นที่การสืบค้น เปรียบเทียบ โต้แย้ง รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง


ผล PISA 2018 ของเยาวชนไทย

เยาวชนไทยได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD  ในทุกวิชา ทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และหากเปรียบเทียบผลการประเมินย้อนหลังพบว่า การอ่านมีผลการประเมินต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา ในขณะที่ผลประเมินทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์กลับคงที่มาตลอดหลายปี

  • ด้านการอ่าน  : นักเรียนไทยเพียง 40% มีความสามารถตั้งแต่ระดับ Level 2 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 77%​ โดยวัดผลจากความสามารถในการจับใจความสำคัญ หาสาระของเรื่องได้ และบอกวัตถุประสงค์และรูปแบบของสารได้ 
  • ด้านคณิตศาสตร์ : นักเรียนไทยเพียง 47% มีความสามารถตั้งแต่ระดับ Level 2 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 76%​ ในระดับนี้นักเรียนสามารถตีโจทย์และใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์แทนได้ เช่น เปรียบเทียบระยะทาง แปลงหน่วยเงินตรา
  • ด้านวิทยาศาสตร์ : นักเรียนไทย 56% มีความสามารถตั้งแต่ระดับ Level 2 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 78% ในระดับนี้นักเรียนสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั่วไปได้ถูกต้อง และสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ช่วยหาข้อสรุปได้ถูกต้องและสอดคล้องกับข้อมูลที่มี

แม้มีเพียงความฉลาดรู้ด้านการอ่านที่มีแนวโน้มลดแต่ แต่อย่างไรก็ตาม “การอ่านสัมพันธ์กับด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์” ทำให้จำเป็นต้องพัฒนาด้านการอ่านของเด็กไทยอย่างเร่งด่วน

แผนภูมิด้านซ้าย : ผลเฉลี่ยคะแนน PISA ของนักเรียนไทย เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
แผนภูมิด้านขวา : สัดส่วนของนักเรียนไทยที่ทำคะแนนในระดับสูงที่สุด สัดส่วนของนักเรียนไทยที่ได้คะแนนการอ่านต่ำ และ สัดส่วนของนักเรียนไทยที่ได้คะแนนคณิตศาสตร์ต่ำ ตามลำดับ

แผนภูมิแสดงแนวโน้มคะแนน PISA ของประเทศไทย


ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนไทย มีผลอย่างไร

ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมมีผลต่อการประเมินระบบการศึกษาไทย PISA แบ่งนักเรียนด้วยเกณฑ์นี้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 


1. นักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม “ได้เปรียบ” หมายถึง นักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ มีความพร้อมด้านฐานะ ครอบครัว ตลอดจนทรัพยากรทางการศึกษา 

2. นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม “ด้อยเปรียบ” หมายถึง นักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ จากข้อมูลมักจะมีพ่อแม่ที่จบการศึกษาระดับไม่สูงนักและประกอบอาชีพที่มีรายได้น้อยและเป็นอาชีพที่มักจะไม่ได้รับความเคารพนับถือในสังคม ขาดแคลนทรัพยากรการเรียนรู้ และมักจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรในการเรียนการสอนด้วย 


นักเรียนในกลุ่มด้อยเปรียบมักถูกคาดการณ์ว่าจะมีผลสำเร็จทางการเรียนต่ำ อย่างไรก็ตาม นักเรียนบางส่วนในกลุ่มนี้กลับมีคะแนนสูงเกินคาด ในกลุ่มนี้ PISA เรียกว่า Academic Resilient Students หรือที่ในไทยเรียกกันว่า “นักเรียนกลุ่มช้างเผือก” หมายถึง นักเรียนกลุ่มที่แม้จะด้อยเปรียบทางฐานะเศรษฐกิจและสังคมแต่กลับสามารถทำคะแนนได้ดี


ในประเทศไทยมีนักเรียนในกลุ่มด้อยเปรียบที่ 13% สามารถทำคะแนนการอ่านได้ดี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 11% จะเห็นได้ว่า ความด้อยเปรียบเหล่านั้นไม่ได้กำหนดความสามารถหรือชะตาชีวิตของนักเรียนกลุ่มนี้ได้ แม้จะด้อยเปรียบแต่ก็มีผลการประเมินที่ดีได้ เมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น กำลังใจจากพ่อแม่ บรรยากาศในโรงเรียนเชิงบวก Growth Mindset  เป็นต้น

นักเรียนไทยกับ Growth Mindset

Growth Mindset ที่ทำการประเมินโดย PISA 2018 ได้ตั้งคำถามที่ว่า “สติปัญญาของนักเรียนเป็นสิ่งหนึ่งในตัวของนักเรียน ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากนัก” (Your intelligence is something about you that you can’t change very much) แล้วให้นักเรียนตอบเป็น Scale จากเห็นด้วยอย่างยิ่งไปจนถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง จากคำถามนี้นักเรียนไทย 43% ตอบว่าไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง


ด้วยข้อมูลนี้เห็นได้ว่า นักเรียนไทยอีกกว่า 63% ยังเชื่อว่า สติปัญญาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นับเป็นข้อจำกัดของการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ในทางกลับกันหากนักเรียนมี Growth Mindset การศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า Growth Mindset จะนำไปสู่พฤติกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น ไม่หลีกเลี่ยงความท้าทาย ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว เห็นคุณค่าของความพยายาม เป็นต้น


แผนภูมิแสดงคำตอบของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่และ Growth Mindset คำถามจากซ้ายไปขวามีดังนี้
1) พึงพอใจกับชีวิตของตนเอง 2) รู้สึกมีความสุขเป็นบางครั้งหรือตลอดเวลา 3) รู้สึกเศร้าตลอดเวลา
4) สามารถหาทางออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากตลอดเวลา 5) เมื่อรู้สึกล้มเหลว รู้สึกกังวลว่าคนอื่นจะคิดกับตัวเองอย่างไร 6) ความฉลาดเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้มากนัก


สุดท้ายนี้ ปัจจัยความสำเร็จทางการศึกษาหลายครั้งก็ไม่ได้มาจากกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ตายตัว การพัฒนาการศึกษาไทยจึงยังมี “ความหวัง” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้จุดอ่อนทั้งหมดไม่อาจแก้ไขปรับปรุงได้ในครั้งเดียว แต่การเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ด้วยความเชื่อมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงย่อมสร้างความต่างขึ้นมาได้

ที่มา

https://www.oecd.org/pisa/pisafaq/

https://www.oecd.org/pisa/pisa-2018-global-competence.htm 

https://www.oecd.org/pisa/publications/PISA2018_CN_THA.pdf   

ผลการประเมิน PISA 2018: นักเรียนไทยวัย 15 ปี รู้และทำอะไรได้บ้าง https://pisathailand.ipst.ac.th/issue-2019-48/ 

ข้อค้นพบจาก PISA 2018 เกี่ยวกับกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) https://pisathailand.ipst.ac.th/issue-2020-49/ 

นักเรียนที่ด้อยเปรียบกับผลการประเมินที่เหนือความคาดหมาย https://pisathailand.ipst.ac.th/issue-2020-50/ 

ดร. ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค เขียนลงเพจ กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  https://web.facebook.com/EEFthailand/posts/3134547546579233 


เรียบเรียงโดย

บริษัท โซ ไซ ตี้ สเปซ จำกัด