กลับไปยังหน้าเรื่องราว

การเรียนรู้ที่ยังคงก้าวต่อไป ในชุดความเป็นจริงใหม่ของสังคม

May 2, 2020

ปี 2020 เปิดตัวมาอย่างร้อนแรงด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายที่ทยอยเข้ามาก่อนจะผ่านพ้นออกไปโดยอาจทิ้งรอยเท้าของตัวเองไว้เพียงแค่ในประวัติการเข้าชมของผู้คนในโลกออนไลน์แต่มีอยู่หนึ่งเหตุการณ์ที่ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของพวกเราตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่เราอาจเห็นได้จากในหน้าข่าวจนถึงวันนี้ที่เรากำลังมองเห็นถนน และห้างร้านที่ว่างเปล่าการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส สายพันธ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้เปลี่ยนจากเรื่องไกลตัวในหัวข้อข่าวต่างประเทศเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถูกพูดถึงโดยคนจากทุกภาคส่วนในสังคม และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เหตุการณ์ดังกล่าวพัดพามาสู่โลกการศึกษาคือการเปิดเผยมติของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 7 เมษายนเรื่องการเปิดภาคเรียนจากวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 เมษายน
 
เป็น 6 สัปดาห์ที่การเว้นระยะห่างทางสังคม จะยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรกติในสังคม

เป็น 6 สัปดาห์ที่นำมาสู่คำถามว่า “เราจะทำอย่างไรเพื่อลดระยะห่างระหว่างนักเรียนและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งจะช่วยให้พวกเขาพาตัวเองและคนรอบข้างผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไป และมีความพร้อมที่จะเลือกทางเดินของชีวิตพวกเขาเองในท้ายที่สุด”

เป็น 6 สัปดาห์ที่พาให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งในบทบาทของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่กำลังฝีกงานอยู่ในช่วงปิดเทอม ได้มาทำงานร่วมกันเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของคำตอบต่อคำถามดังกล่าวด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอความเป็นไปได้เหล่านั้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของเพื่อนครูคนอื่นๆ ในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ที่มีความหมาย ในช่วง 6 สัปดาห์ดังกล่าวและอาจรวมถึงในอนาคตอันใกล้ที่ยาวนานกว่านั้น

การทำงานของทีม เริ่มจากการทำความรู้จักซึ่งกันและกันในมิติที่จะทำให้การทำงานร่วมกันได้ราบรื่นขึ้นเช่น สไตล์ในการทำงานที่รู้สึกสบายใจเมื่อได้ทำงานด้วยจากนั้นก็เริ่มขยับขยายมาทำความรู้จักการทำงานของทีมอื่น ๆ ในแวดวงการศึกษา อาทิ Learn Education, EDUCA, Inskru, EdWINGS Education,สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมถึงหน่วยงานภาครัฐเช่น กสศ. และ สพฐ. ไปจนถึงค้นหาเครื่องมือและกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อศึกษา และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมืออยู่แล้วในแต่ภาคส่วนและในระหว่างการเดินทางค้นหาข้อมูล ทีมก็ได้เจอกับเพื่อนร่วมทางที่กำลังเดินทางไปยังจุดหมายเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

นับตั้งแต่ที่ทีมดังกล่าวถูกจัดตั้งขึ้นและได้เริ่มทำงานมาจนถึงวันที่บนความนี้ตีพิมพ์ เป็นช่วงเวลาที่ทุก ๆ คนได้มารวมตัวกันครบหนึ่งเดือนกับอีก2 วัน เราจึงได้ขอให้คุณครูแต่ละคนในทีมได้ลองมองย้อนกลับไปถึงการเดินทางที่ผ่านมาและได้เขียนเล่าถึงบริบทของโรงเรียนที่ตัวเองทำงานอยู่ โอกาสในการสร้างการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ในบริบทนั้นๆ ความท้าทายที่คาดว่าจะเจอ และโอกาสในการก้าวผ่านความท้าทายนั้น

ที่โรงเรียนของครูพีนัท 

พีนัทสอนอยู่ในโรงเรียนที่จังหวัดลพบุรีเป็นโรงเรียน ขนาดเล็ก มีนักเรียนในระดับชั้น ม.1-ม.6 มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 420 คน แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าอยู่ในอำเภอเมือง แต่สภาพแวดล้อมของตำบลที่ตั้งของโรงเรียนนั้นล้อมรอบไปด้วยภูเขาไร่ข้าวโพด ไร่มัน  เด็กๆส่วนใหญ่ก็พักอาศัยไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักไม่เกิน 10 กิโลเมตร อาชีพส่วนใหญ่ของผู้ปกครองเป็นอาชีพรับจ้างทำไร่ ค้าขาย ทำงานโรงงาน บ้างก็ไปทำงานต่างจังหวัด เด็กอาจจะต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย หรือที่เรียกว่าครอบครัวแบบแหว่งกลางเนื่องด้วยบริบทตรงนี้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงได้ง่ายและผู้ปกครองเองก็ไม่่มีเวลาดูแลใกล้ชิด ตัวเด็กเองก็ยังไม่มีความฝันหรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับตัวเองอาจทำให้พวกเขาหลงทางไปกับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย

 

จากการเก็บข้อมูลมาในระยะเวลาหนึ่งเราและ เพื่อนๆเฟลโล่ว อีก 2 คน คือฟางกับพี่เฟิร์น มองว่า เราควรสร้าง collective vision ร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และโรงเรียนให้มีมุมมองร่วมกันในการ ผลักดัน และสนับสนุนนักเรียนเริ่มจากการที่นักเรียนมีเป้าหมายที่ชัดเจนก่อน ครอบครัวต้องสนับสนุนชุมชนต้องส่งเสริม และโรงเรียนก็คอยผลักดันและกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือตรงนี้ซึ่งประเด็นคือ เราอยากให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับครู กับทางโรงเรียน ในการกระตุ้นให้นักเรียนมีเป้าหมายมีความคาดหวังที่สูงต่อตนเองด้วยและในระดับที่ขยับออกมาอีกหน่อยคือผลักดันให้ชุมชนเห็นความสำคัญของเด็ก ๆและสนับสนุน ดูแลมาตรการความปลอดภัยในชุมชนด้วยอีกทาง 

 

ความท้าทายที่สุด คือกลุ่มของผู้ปกครอง เขาเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลกับตัวเด็กมากที่สุด แต่เนื่องด้วยอะไรต่างๆ ทำให้เขามีความจำเป็นจะต้อง มุ่งมั่นทำงาน หารายได้ไม่มีเวลาให้กับบุตรหลาน จากกการประชุมผู้ปกครองที่ผ่านมา เราเห็นได้ว่า ผู้ปกครองมาร่วมงานไม่ถึง50% และความเป็นไปได้ในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้คือ เด็กต้องอยู่บ้าน อยู่ในชุมชนมากขึ้นถ้าผู้ปกครองยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญของตัวเขาเองว่ามีส่วนเป็นอย่างมากในการสนับสนุนบุตรหลานของเขามันก็อาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ด้วย 

 

ตอนนี้พวกเรามีความเชื่อมีความมุ่งมั่น มีเป้าหมายเพื่อนักเรียน และพวกก็ต้องพยายามอย่างต่อเนื่องลองหาหลากหลายวิธี หลากหลายช่องทาง เช่น พยายามรวบรวมกลุ่มผู้ปกครองแบบออนไลน์ ทางLine ทาง Facebook เบอร์โทร พยายามติดต่อ อัพเดทเรื่องราวการดูแลนักเรียนให้ได้มากที่สุดและพยายามสื่อสารและเสริมแรงให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด 


ที่โรงเรียนของครูภัส กับครูเบนโตะ


เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนประมาณ 1,600คน ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นนักเรียนชาติพันธุ๋ ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาโรงเรียนด้วยรถเดือนบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียน ผู้ปกครองประกอบอาชีพที่หลากหลาย รับจ้าง และทำเกษตร นักเรียนที่เป็นชาติพันธุ์ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านเดียวกันทำให้สามารถสร้างแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงชุมชนได้ หรือสามารถเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันวัฒนธรรมและความสามารถได้นอกจากนี้ทางโรงเรียนก็มีหลักสูตรอาชีพให้กับนักเรียนและได้มีการพานักเรียนไปเรียนรู้การทำอาชีพต่างๆเช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า พนักงานบริการต่าง ๆ ทั้งเสริมสวย ตัดผม ทำอาหาร ไกด์ภาษาจีน ญี่ปุ่น แต่ในตัวอำเภอเองยังไม่ค่อยมีแหล่งเรียนรู้มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้โรงเรียนมีหลักสูตรอาชีพที่หลากหลายเพือรองรับนักเรียน

การสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่โรงเรียนของภัสกับเบนโตะได้มีการวางแผนล่วงหน้าโดยมีท่านผู้อำนวยการเป็นแกนนำตั้งแต่ตอนที่สถานการณ์ยังไม่คับขัน  มีการสร้างพื้นที่โดยออกแบบการเรียนการสอนแบบ flipped classroom โดยใช้ Google Classroom Line และ Facebook เป็น platforms และเมื่อได้มาทำโปรเจกต์นี้ก็เห็นภาพความเป็นไปได้มากขึ้น รวมถึงมีเครื่องมือ และมีโอกาสที่จะสามารถนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใน project ไปแลกเปลี่นนกับครูในโรงเรียนได้เช่น ขั้นตอนการดำเนินการเตรียมพร้อมสอนออนไลน์ การสร้างแรงจูงใจ รวมถึงการดูแลสภาพร่างกายและจิตใจของนักเรียน

 

ส่วนความท้าทายคือการหาวิธีที่จะทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดเพียงในโรงเรียนแต่เป็นการที่นักเรียนจะได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิต ดึงตัวเองออกจากตำราเพื่อเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากยิ่งขึ้น และให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วมและเห็นความสำคัญของการศึกษาในสภาวะครั้งนี้เพื่อที่จะได้หาทางทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตของนักเรียน รวมถึงรู้สึกท้าทายกับตัวเองในการปรับตัวในฐานะครูผู้สอนในปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนไปแต่ยังคงต้องหาวิธีจุดประกายการเรียนรู้ให้นักเรียนได้อยู่เสมอ

 

ช่วงนี้ได้ยินคำว่าพลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาสบ่อยมาก ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่ได้รู้สึกอินกับมันขนาดนั้น แต่พอเรายิ่งเห็นความท้าทายเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้เราเห็นวิธีการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากในช่วงวิกฤตนี้ หลายฝ่ายหลายส่วนเข้ามาช่วยกันแก้ไข เห็นเครื่องมือ เห็นโอกาสเห็นหลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วม เคยคิดว่าการภาพของการศึกษาอย่างไรเสียมันก็ต้องเปลี่ยนไปแต่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ และมันดูจะกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่มีทางเลือกให้กับนักเรียนได้เลือกเยอะขึ้นเลยทำให้คิดว่าความท้าทายที่เกิดขึ้น มันก้าวผ่านได้ไม่ยากนะ อยู่ที่เราจะเชื่อ และลงมือทำหรือเปล่า


ที่โรงเรียนของครูอิ่ม

จากการศึกษาข้อมูลและแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์ตอนนี้ส่วนใหญ่ที่ยังสามารถจัดการเรียนการสอนได้ก็จะเป็นการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย โดยผ่านช่องทางออนไลน์แต่ก็มีบางโรงเรียนในระดับมัธยมที่สามารถจัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้ แต่เมื่ออิ่มลองกลับมาคิดถึงของบริบทโรงเรียนที่ตัวเองสอนมีความรู้สึกกังวลขึ้นมา เพราะเห็นความต่างทางบริบทอย่างชัดเจน และเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะสอนอย่างโรงเรียนที่เขาสอนออนไลน์กันได้จริงหรอนักเรียนของเราพร้อมมากน้อยแค่ไหนถ้าต้องปรับไปเรียนออนไลน์ ไหนจะอุปกรณ์ อินเตอร์เน็ตและแรงกระตุ้นที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าอยากเรียนรู้อีก แต่ความกังวลเหล่านี้ก็เริ่มหายไปเมื่อได้ปรึกษาพี่ ๆ ในเครือข่ายศิษย์เก่าของ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ หลายคนแนะนำให้กลับมาดูบริบทก่อนเข้าใจเด็กเราให้มาก แล้วค่อยหาทางออกร่วมกัน หลังจากนั้นอิ่มก็ทักไปหานักเรียนเพื่อcheck-in และสอบถามสารทุกข์สุกดิบรับฟังเรื่องราวของพวกเขา รวมทั้งแนะนำแหล่งเรียนรู้อื่นคร่าว ๆ จากที่ทีมได้รวบรวมมา ตอนนี้รู้สึกขอบคุณทุกคำแนะนำและองค์ความรู้จากพี่ ๆ ศิษย์เก่า และจากวงสนทนาอื่นๆ เกี่ยวกับการศึกษาในสถานการณ์ COVID-19 ตอนนี้รู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเมื่อเห็นว่าหลายๆ คน และหลายองค์กรกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เด็ก ๆไม่พลาดโอกาสที่จะเรียนรู้

โจทย์ของสถานการณ์ดังกล่าว ว่าเราจะสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างไรภายใต้สถานการณ์และข้อจำกัดต่าง ๆ ในปัจจุบัน อาจเป็นคำถามที่ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียวที่จะสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทุก ๆ บริบทของหลากหลายโรงเรียน และสำหรับนักเรียนที่มีวิถีชีวิต ชุดความคิดและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการก้าวต่อไปข้างหน้าอาจเป็นการไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะไม่ยอมให้การเรียนรู้หยุดลง


#DontStopLearningTH
#LearningintheNewReality

ทีมผู้แบ่งปันเรื่องราวผ่านการเขียน
ครูคีรติกา พิมพ์นนท์
ครูนภัสสร ลีระสันทัดกุล
ครูพิชญ์สินี เหล่าปรีชากุล
ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 5
ครูอรกช ไมตรี
ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นที่ 6

เขียนสนับสนุน และเรียบเรียงโดย
คุณสุรเชษฐ์ ตรรกโชติ
ศิษย์เก่ารุ่นที่ 2

Teach For Thailand
สอนเพื่อประเทศไทย